วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมชาติชัดๆ..ด้วยรัฐซ้อนรัฐ

น้อมคารวะ..เจ้าของข้อมูล
ขออนุญาตแบ่งปัน ณ บันทึกนี้
เพื่อเปิดความฉลาดทางปัญญาให้กับตัวเอง
และพร้อมแบ่งปันเพื่อนพ้องน้องพี่





















จากการวิเคราะห์กันหลายฝ่าย

มีความเห็นตรงกันว่า
การล้มอำนาจเสรีนิยมแบบประชาธิปไตยคราวนี้
กลุ่มนำอนุรักษ์นิยมและจารีตนิยม จะอาศัย อำนาจทหาร และอำนาจตุลาการอย่างเดียวนั้นไม่ง่ายอีกแล้ว

สภาพคล้ายกับเมื่อ 2516-2519
ที่แนวความคิดเสรีนิยม แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

แต่แนวทางในการตอบโต้และเอาชนะ แนวคิดเสรีนิยมนั้น
ยังคงเดินไปตามแนวทางที่เคยใช้ได้ผล(สั้นๆ) ในช่วง 2519

โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมสุดขั้ว ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า สิ่งที่ตามมาหลังจาก 2519 เป็นอย่างไร
สิ่งที่พวกเขามองเห็นเป็นเพียง การรักษาอำนาจในการควบคุมระบบเศรษกิจ และการใช้สอยทรัพยากรไว้ในกลุ่มพวกตน
ด้วยการร่วมมือกัน แบ่งปันผลประโยชน์ กับกลุ่มทหารที่อาศัย"ภาพ"บางอย่าง ในการรับรองการกระทำและโฆษณาชวนเชื่อ
ว่าทำเพื่อสังคมไทย ให้สงบสุข

แม้ในวันนี้เอง
ในหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี หลายคอลัมน์ ยังคงพูดกันว่า
อำนาจการเมืองที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องให้เกียรติ ทหารด้วย
แปลว่า ทหารซึ่ง Collarborated กับ จารีตนิยม ยังคงมีบทบาทในการดำเนินการบริหารรัฐกิจ เช่นเคย

ดังนั้น แนวทางในการ "ล้ม" อำนาจที่มาจากประชาชน จึงต้องทำให้เกิด สภาพ "รัฐซ้อนรัฐ"
และทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลประชาธิปไตย ทำงานไม่เป็น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้

หนึ่งในปัญหาใหญ่ในวันนี้
ซึ่งหลายฝ่ายคิดว่า เป็นความตั้งใจให้เกิดขึ้น หลายฝ่ายก็ยังไม่แน่ใจ คือ "น้ำท่วมใหญ่"

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการแก้ไข ปัญหานี้ เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า

"มีขบวนการ ใช้สถานการณ์นี้ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แน่นอน"
นอกจากนั้น หากเราได้ติดตามสถานการณืข่าวสารอย่างรอบด้าน เราก็พบว่า
ในขณะที่รัฐบาล กำลังสาละวนกับการแก้ปัญหา
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหลายประการเช่น
การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงให้รัฐบาลจากหน่วยราชการ
การทำงานแบบ"ครึ่งตัว" ของทหาร
การปลุกกระแส ความไม่พอใขจให้มากขึ้น
การทำให้คนเสื้อแดง แตกแยกกับพรรคเพื่อไทย
การทำให้ขบวนการภาคประชาชน แยกกับภาคการเมือง

การออกปรากฏตัวต่อสื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแย่งซีนทุกๆโอกาสที่ทำได้

การที่ กทม. ออกภาพว่า หากไม่สนับสนุนกทม.น้ำจะท่วม กรุงเทพฯ ทั้งๆที่ กทม. ไม่ทำอะไรเพื่อเตรียมการเลย
การปล่อยน้ำเพิ่มในอัตราสูง จนทำให้อัตราการไหลของน้ำ มีมากกว่า 10-12 กม.ต่อ ชั่วโมง
ทั้งๆที่อัตราการไหลของน้ำในเจ้าพระยา ในฤดูน้ำหลาก จะอยู่ที่ 5-6 กม.ต่อชั่วโมง
(จึงทำให้ แนวกันน้ำทนแรงกดดันของน้ำไม่ได้ทุกจุด)

ในวันสองวันนี้ เราอาจได้เห็น "ศปภ. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย" อีกแห่งหนึ่ง เพื่อย้ำ ภาพ รัฐซ้อนรัฐ
มีภาพ องคมนตรี ออกมาประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม นี่ก็ รัฐซ้อนรัฐ

พวกเราจะรับไหวไหมครับ...

.........................................
ขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

บัญญัติ 20 ประการ “เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม'
















บัญญัติ 20 ประการ “เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม'
โดย :อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สถาปนิกที่จัดรายการ "คุยกับหมอบ้าน"เขียนบทความ เรื่อง บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนนํ้าท่วม


เมื่อ นานมาแล้ว ปี พ.ศ. 2538 น้ำท่วมประเทศไทย ผมเขียนหนังสือร้อยพันปัญหาในการก่อสร้างเล่มที่ 3 เรื่อง"บ้านหลังน้ำท่วม" โดยมีเป้าหมายในการให้คนที่มีทุกข์จากการถูกน้ำท่วม ทราบแนวทางในการปรับปรุงบ้านของตนเองอย่างถูกวิธี และประหยัดงบประมาณ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่มีลิขสิทธิ์ใดๆ จึงมีผู้จัดพิมพ์เพื่อแจกจ่ายไปเป็นจำนวนหลายแสนเล่ม
มาถึงวันนี้ คนไทยทั้งหลายเข้าใจเรื่องน้ำท่วมมากขึ้น ศึกษาข่าวสารบนความไม่ประมาทมากขึ้น และเริ่มมีการ "เตรียมตัว" เพื่อจัดเตรียมบ้านให้พร้อมก่อนที่น้ำจะมา จึงขอเขียนบันทึก "บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม" แบบสั้นกระชับนี้ขึ้น ซึ่งหวังว่าคงจะพอมีประโยชน์ครับ ขอให้หลับตาแล้วนึกภาพถึงว่าเรากำลัง “เตรียมเมืองรับศึกสงคราม” นะครับ

1. ดูทางน้ำที่จะมาสู่บ้านเรา แล้วจะไปทางไหนได้บ้าง
ขอให้คิดว่าเราเหมือนกำลังตั้งค่ายคูประตูหอรบอยู่ เราต้องรู้ว่าข้าศึกจะเข้ามาโจมตีเราทางทิศใดได้บ้าง และหากเกิดความพลาดพลั้งขึ้นมา เราจะหนีไปทางไหนได้บ้าง ซึ่งข้าศึกอาจจะเข้ามาตีเราหลายทางก็ได้ และเราก็อาจจะมีทางหนีไปหลายทางก็ได้ บางครั้งข้าศึกไม่ได้มาตีแค่ 2-3 ทาง แต่ทำการ “ล้อม” เราเอาไว้ทุกด้านก็ได้ ทำให้ทางหนีของเราถูกปิดกั้นไว้หมด
หากเมื่อรู้แนวทางเหล่านั้นแล้ว ก็ขอให้เริ่มวางแผนที่จะ “หยุดน้ำ หยุดข้าศึกที่จะเข้ามาโจมตีเรา” ซึ่งการหยุดยั้งน้ำหรือข้าศึกนั้น มีหลายวิธีที่ต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการ “สร้างเขื่อนชั่วคราว” ด้วยกระสอบทราย หรือเอาแผ่นวัสดุใดๆ มากั้นก็ได้ การปิดกั้นนั้นมีหลายวิธี ซึ่งใช้ความเข้าใจพื้นฐาน บวกกับสอบหาข้อมูล ก็จะพอทราบกันเองได้ครับ

2. กำแพงบ้านไว้กันน้ำได้ แต่ต้องระวังรั้วพังนะครับ
ตาม ปกติแล้ว รั้วบ้านที่เป็นคอนกรีตหรือก่ออิฐ จะเปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่จะกันน้ำไม่ให้เข้ามาในบ้านของเรา แต่เราต้องไม่ลืมว่าน้ำหนักของน้ำที่ขังหรือถาโถมเข้ามากดที่ด้านข้างของ กำแพงรั้วเรา จะทำให้รั้วบ้านของเราเกิดการเอียง หรือแตกร้าว หรือพังลงมากได้ เพราะรั้วบ้านทั่วไป วิศวกรท่านจะไม่ได้ออกแบบไว้ให้รับแรงหรือน้ำหนักที่กระทำด้านข้างได้มากนัก

ทาง ป้องกันที่ง่ายที่สุดก็คือ เราหากระสอบทรายมาวางไว้อีกด้านหนึ่งของรั้วบ้านเรา (ในบ้านเรา) วางไว้ติดชิดกับรั้วไปเลย ยามเมื่อรั้วจะเอียงเพราะว่าน้ำที่ท่วมกดน้ำหนักมาอีกด้านหนึ่ง กระสอบทรายก็จะทำหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักเอาไว้ ถ่ายแรงจากรั้วมา รั้วก็ยังตั้งตรงอยู่ได้ “กำแพงเมืองของเราก็ไม่แตก หรือล้มครืนลงมา” ครับผม

3. น่าจะมี “ปืน” ไว้สู้ฝน สู้น้ำท่วม จัดการกับ “รูรั่ว”
บ้าน หลายหลังที่มีรู มีรอยแตกเล็กๆ ตามผนังหรือช่องหน้าต่าง ตามรอยต่อของผนังกับเสาและคาน หรือแม้แต่ตามรั้วบ้าน ซึ่งบางครั้งเราไม่มีเวลา (หรืองบประมาณ) ที่จะแก้ไขได้ที่ต้นเหตุ จะตามช่างมาซ่อมแซมหรือก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หรือไม่ทันเวลาเสียแล้ว

ดัง นั้น เราก็น่าจะมีวัสดุอุดประสานรอยจำพวก ซิลิโคน หรือ อะคริลิค หรือ โพลี่ยูริเทน เอาไว้ เพื่ออุดรอยเหล่านี้ ซึ่งเราน่าจะทำได้ด้วยตัวเอง (โดยเฉพาะในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี หรืออยากจะฝึกตัวเองเป็นช่างบ้าง) แต่การที่เราจะใช้วัสดุ ประสานที่มีความยืดหยุ่นและอยู่ในหลอดแข็งๆนี้ได้ เราจะต้องมีอุปกรณ์การ "ฉีด" ซึ่งภาษาช่างทั่วไปเขาเรียกกันว่า "ปืน" ซึ่งราคาไม่แพงเลยครับ
บางครั้ง ท่านอาจจะต้อง "พกปืน" ไว้ในบ้านของท่านสักชุด เพื่อช่วยเหลือตัวเองในการต่อสู้ ป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในบ้านของเราครับ

4. อย่าให้ต้นไม้ล้มทับบ้าน ยามน้ำท่วมและพายุมา
ต้นไม้ ทั้งหลายที่อยู่ในบ้านหรือใกล้บ้านเราจะเป็นอันตรายยามมีพายุมา เพราะต้นไม้อาจจะล้ม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ที่ล้อมจากที่อื่นมาปลูก เพราะต้นไม้เหล่านั้นไม่มี “รากแก้ว” ครับ) หรือ กิ่งต้นไม้บางประเภทที่ค่อนข้างเปราะ (เช่น ต้นประดู่กิ่งอ่อน) อาจจะหักลงมาสู่ตัวบ้านเรา ต้องทำการเล็มกิ่งหรือตัดกิ่งบางกิ่งออกไปเสีย
ยามเมื่อน้ำท่วม ระดับน้ำใต้ดินจะสูงมาก (หรือน้ำท่วมเข้ามาได้จริงๆ) รากของต้นไม้จะแช่น้ำเป็นเวลานาน รากต้นไม้จะเน่าได้ แล้วความสามารถในการยึดเกาะกับดินก็จะน้อยลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีรากแก้ว) ต้นไม้ก็อาจจะล้มลงได้ ต้องทำการค้ำยันลำต้นเอาไว้ให้ดี ก่อนน้ำจะท่วมครับ
สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการให้ปุ๋ย ซึ่งตอนที่น้ำท่วมห้ามให้ปุ๋ยต้นไม้ครับ เพราะจะทำให้รากเน่าเร็วขึ้น (ต้นไม้ที่โดนน้ำท่วมก็เหมือนคนป่วย เขาไม่ต้องการอาหารดีๆ (แต่ย่อยยาก) ครับ ขอให้หายป่วยเสียก่อนค่อยกินอาหารดีๆ เยอะๆได้ครับ)

5. ตรวจสอบถังน้ำใต้ดิน
บ้านใครมีถังน้ำใต้ดิน ต้องตรวจสอบ “ฝา” ของถังน้ำให้ดีๆ เพราะเวลาน้ำท่วม ถังน้ำจะอยู่ใต้น้ำด้วย หากฝาของถังน้ำมีระบบป้องกันน้ำเข้าไม่ดี น้ำสกปรกที่ท่วมเข้ามา ก็จะไปปนกับน้ำสะอาดในถังน้ำของเรา ปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆ ก็จะตามเข้ามาหาตัวเราโดยทันทีครับ
หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำเล็ดลอดเข้ามาในถังของเราได้ ก็ขอให้ต่อท่อน้ำตรงจากท่อประปาหน้าบ้านเรา เข้ามาที่ตัวบ้านของเราเลย (โดยปกติแล้ว บ้านที่มีถังน้ำใต้ดินจะมีวาล์วหมุนเปิดทางให้น้ำประปาจากหน้าบ้านเรา วิ่งผ่านตรงเข้ามาในบ้านโดยไม่ลงไปที่ถังน้ำใต้ดินได้ ต้องหาวาล์วตัวนี้ให้เจอ แล้วต่อตรงเข้ามาเลยดีกว่า น้ำจะเบาลงหน่อย แต่ก็ยังเป็นน้ำสะอาดครับ)

6. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้านอกบ้าน ตัดกระแสไฟเสีย
ภาย นอกบ้านของเราจะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างเช่น ปั๊มน้ำ เครื่องปรับอากาศ หรือแม้กระทั่งไฟสนาม และกริ่งหน้าบ้าน ต้องหาสวิตซ์ตัดไฟให้พบว่า จะต้องตัดไฟตรงไหนไม่ให้ไฟฟ้าวิ่งเข้าไปที่อุปกรณ์เหล่านั้นได้ ยามเมื่อน้ำท่วมเข้ามา ต้องทำการตัดไฟตรงนั้นเสีย (แม้กระทั่งยามจะเข้านอน ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำจะท่วมเข้ามาตอนเราหลับอยู่หรือเปล่า ก็ต้องปิดสวิตซ์ไฟฟ้าของอุปกรณ์เหล่านั้นเสีย ตื่นมาตอนเช้า หากน้ำยังไม่ท่วม ก็ค่อยเปิดสวิตซ์ใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ)
ส่วนการย้ายเครื่องมือย้ายอุปกรณ์เหล่านั้นในตอนนี้ หากแน่ใจว่าน้ำท่วมแน่ และมีช่างมาช่วยย้าย ก็อาจจะย้ายได้ แต่หากไม่มีช่างมาช่วย ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำเอง ก็อาจจะต้องยอมให้อุปกรณ์เหล่านั้นแช่น้ำไปก่อนตอนน้ำท่วม

7. ป้องกัน งู เงี้ยว เขี้ยว ขอ ตะกวด และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
ยาม น้ำท่วม มิใช่เพียงมนุษย์และสัตว์เลี้ยงของเราเท่านั้นที่ต้องหนีน้ำท่วม แต่เหล่าสัตว์ต่างๆ ก็ต้องหนีน้ำกันด้วย และการหนี้น้ำท่วมที่ดีที่สุด ก็คือการเข้ามาในบ้านของเรา เพราะบ้านของเราพยายามกันน้ำท่วมอย่างดีที่สุดแล้ว
ปัญหาก็คือ เหล่าสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ที่ทั้งเลื้อยและทั้งคลานเข้ามาในบ้านเรา เป็นสิ่งที่เราไม่ต้อนรับ และอาจเป็นผู้ทำอันตรายเราด้วย ดังนั้นเราต้องมั่นใจว่า “รู” ต่างๆของบ้านเราจะต้องโดน “อุด” เอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรูที่ประตูหน้าต่าง หรือที่ผนังบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รูจากท่อระบายน้ำ” ที่พื้นบ้านของเรา (เขาชอบมาทางนี้กันครับ)
บางท่านอาจจะมีการโรย “ปูนขาว” ล้อมรอบบ้านเอาไว้ด้วยก็ได้ (แต่ต้องมั่นใจว่าโรยรอบบ้านจริงๆ และ ไม่ถูกน้ำท่วม หรือถูกฝนชะล้างจนหายไปหมดครับ) เพราะปูนขาวจะกันสัตว์เหล่านี้ได้ครับ นอกจากนี้ก็น่าจะเตรียมยาฉีดกันแมลง ติดบ้านไว้ด้วยครับ

8. เรื่องส้วม ส้วม ส้วม สุขา สุขา
เป็น เรื่องของความสุขที่เปลี่ยนไปเป็นความทุกข์ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบส้วมที่เป็นระบบบ่อเกรอะ บ่อซึมแบบเดิม ที่น้ำจากการบำบัดจะต้องซึมออกสู่ดิน แต่พอน้ำท่วม น้ำจากดินภายนอกจะซึมเข้ามาในบ่อ ก็ทำให้บ่อเกรอะเต็มไปด้วยน้ำ ส้วมก็จะเกิดอาการ “อืด และ ราดไม่ลง” หากน้ำจากภายนอกท่วมมาก มีแรงดันมาก ก็อาจจะเกิดอาการ “ระเบิด” ทำให้สิ่งปฏิกูลต่างๆ พุ่งกลับมาที่โถส้วม ความสุขหายไป ความทุกข์ปล่อยออกไม่ได้
ในกรณีนี้ ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ต้องป้องกันไม่ให้สิ่งปฏิกูลทั้งหลายพุ่งกลับออกมาทางโถส้วม ต้องปิดโถส้วมให้ดี หากเป็นโถส้วมนั่งราบที่มีฝาปิด ก็ต้องปิดฝาให้แน่น เอาเชือกผูกเอาไว้ หากเกิดอาการพุ่งขึ้น ก็จะไม่เรี่ยราดทำความสะอาดยาก กรณีนี้ทำเฉพาะโถส้วมชั้นล่างก็พอ เพราะน้ำคงไม่ท่วมถึงชั้นสองครับ (เพราะหากท่วมถึงชั้นสอง เราคงไม่ได้อยู่ในบ้านได้แล้ว)
กรณีที่เป็นบ่อบำบัดสำเร็จ ซึ่งเขาจะทำงานโดยไม่ต้องมีบ่อเกรอะบ่อซึม ในเวลาปกติเขาจะบำบัดจนเสร็จภายในถังเอง แล้วก็จะระบายน้ำที่บำบัดเสร็จแล้วลงท่อระบายน้ำนอกบ้านของเรา ยามเมื่อน้ำท่วม น้ำจากบ่อบำบัดจะไหลระบายออกไปไม่ได้ เพราะระดับน้ำที่ท่วมอยู่สูงกว่าบ่อบำบัด ซึ่งเป็นการแก้อะไรไม่ได้ ต้องปล่อยไว้อย่างนั้นครับ
ถังบำบัดสำเร็จบางรุ่นจะมีมอเตอร์อัดอากาศเข้าไป (ซึ่งในบ้านส่วนใหญ่จะไม่ใช้รุ่นนี้) ก็ต้องตรวจดูว่ามอเตอร์อยู่ที่ไหน หากมอเตอร์น่าจะอยู่ในระดับที่น้ำท่วมถึง ก็ต้องตัดกระแสไฟไม่ให้เข้าไปสู่ตัวเครื่องกลนั้นครับ
ทั้งนี้สิ่งที่ต้องระวังก็คือ “ท่อหายใจ” ที่เป็นท่อระบายอากาศของระบบส้วมของเรา ต้องมั่นใจว่าท่อหายใจนั้นจะต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำที่มีโอกาสท่วม หากท่อหายใจของเราอยู่ระดับต่ำ ก็ต้อง “ต่อท่อ” ให้มีระดับสูงขึ้นให้ได้ จะต่อแบบถาวรก็ได้ (หากมีช่างมาทำ หรือเราทำเป็น) หรือจะต่อแบบท่อไม่ถาวร ก็คือเอาสายยางธรรมดา มาครอบท่อหายใจเดิม แล้วก็ยกให้ปลายท่อนั้นอยู่สูงขึ้นกว่าระดับน้ำที่คาดหมายว่าจะท่วมครับ
ท่อหายใจนี้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในการช่วยระบายความดันภายในระบบส้วมของเรา ไม่ให้สิ่งปฏิกูลมีแรงดันมากเกินไปครับ

9. ปลั๊กไฟ สวิตซ์ไฟ ตรวจสอบและแยกวงจร
เรื่อง นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของบัญญัติ 20 ประการของบทความนี้ เพราะอันตรายที่มองไม่เห็นก็คือเรื่องของ “ไฟฟ้า” ครับ แต่ในขณะเดียวกัน ไฟฟ้าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตเสียแล้ว
หากบ้านของเรามีการแยกวงจรไฟฟ้าไว้ตั้งแต่แรก คือวงจรไฟฟ้านอกบ้าน วงจรไฟฟ้าชั้นล่าง และวงจรไฟฟ้าชั้นบน ก็ต้องปิดวงจรไฟฟ้านอกบ้านเมื่อน้ำท่วมนอกบ้าน หากน้ำสูงขึ้นมาจนเข้าในตัวบ้าน ก็ต้องปิดวงจรไฟฟ้าชั้นล่าง หากน้ำสูงขึ้นถึงชั้นสอง น่าจะหาทางออกจากบ้านเพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว เพราะสวิตซ์หลักของบ้านโดยทั่วไปจะอยู่ที่ชั้นล่างระดับประมาณ 1.8 เมตรจากพื้นห้องครับ
กรณีที่บ้านไหนโชคดี วงจรไฟฟ้าชั้นล่างแยกวงจรออกมาเป็นระดับปลั๊กด้านล่างและระดับสวิตซ์บน ก็ค่อยๆ ตัดวงจรปลั๊กชุดล่างก่อนตามระดับน้ำที่ท่วมขึ้นมา
หากกรณีที่ไม่มีการจัดวงจรเอาไว้อย่างเป็นระบบตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เราต้องค่อยๆทำการทดสอบอย่างใจเย็นๆว่าปลั๊กหรือสวิตซ์ชุดใดจะมีการตัดวงจร ไฟฟ้าจากคัทเอาท์หลักบ้าง แล้วทำโน้ตบันทึกเอาไว้ หากเมื่อน้ำท่วมเมื่อไร ก็จะได้ทราบว่าเราต้องตัดวงจรชุดใดก่อน (ตัดวงจรส่วนที่ถูกน้ำท่วม) อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากหน่อยที่จะตรวจสอบ แต่ก็ต้องใจเย็นๆและตั้งใจที่จะตรวจสอบครับ
ในกรณีที่วงจรบางวงจรที่ควบคุมทั้งปลั๊กหรือสวิตซ์ตัวล่างกับปลั๊กหรือ สวิตซ์ตัวบน ก็จำเป็นต้องตัดวงจรทั้งหมด ห้ามเสี่ยงโดยเด็ดขาดครับ
อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆที่สามารถขนย้ายได้ในตอนนี้ ก็อาจขนย้ายขึ้นไปไว้ชั้นบนก่อน ยังไม่ต้องใช้ตอนนี้ก็ได้เช่น เตาไฟฟ้า เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องตีไข่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องชาร์จโทรศัพท์ ฯลฯ ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยังต้องใช้งานอยู่ ก็ต้องเตรียมการขนย้ายขึ้นข้างบนเอาไว้เลย เช่นเครื่องไมโครเวฟ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ การขนย้ายยุ่งยาก และหาที่วางยาก เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ก็ต้องวางแผนว่าจะเอาอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต หากยังใช้อยู่แล้วยามน้ำท่วมขึ้น จะมีคนช่วยขนหรือไม่ หรือจะทิ้งเอาไว้อย่างนั้น
เรื่องไฟฟ้าเป็นอันตรายที่มองไม่เห็น และน้ำเป็น “สื่อไฟฟ้า” ด้วย ดังนั้นเรื่องไฟฟ้าในบ้าน จึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องมีการตรวจสอบและเตรียมการครับ

10. ตรวจสอบว่าประตูหน้าต่างแน่นหนาและแข็งแรง
เพราะ ว่าประตูบ้านของเรา (ไม่ว่าจะเป็นประตูที่รั้วบ้าน หรือประตูที่ตัวบ้านเรา) และหน้าต่าง เป็นจุดหนึ่งที่ถือว่ามีความอ่อนแอมากที่สุด มีโอกาสที่จะบิด หรือเผยอตัว หรืออาจจะหลุดออกมาทั้งบาน หากมีแรงดันน้ำมากๆ ดันเข้ามา
ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบความแข็งแรงให้ดี ต้องพยายามที่จะใช้ “กลอน” ช่วยรับน้ำหนักทางด้านข้างด้วย การลงกลอนในบานประตูและหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้เป็นปกติธุระ น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะป้องกันน้ำวิ่งเข้ามาที่ตัวบ้านของเราได้ครับ
หากหนักหนาจริงๆ ประตูหน้าต่างของเราดูจะอ่อนแอรับแรงดันน้ำไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเอาไม้มาตีพาดขวางช่วยรับแรง หรือเอาของหนักๆมาวางช่วยดันประตูเอาไว้ (ต้องเป็นประตูด้านที่เราไม่ใช้โดยปกตินะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาตอนที่เราจะหนีออกจากบ้าน หรือตอนที่คนเขาจะเข้ามาช่วยเราในบ้าน ยามเกิดวิกฤติครับ)

11. เตรียมระบบสื่อสารทุกประเภทเอาไว้ให้พร้อม
ระบบ สื่อสารทุกอย่างที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์ปกติหรือโทรศัพท์มือถือ ระบบอินเตอร์เน็ตทั้งมีสายและไร้สาย วิทยุ โทรทัศน์ หรือ อุปกรณ์สื่อสารพิเศษอย่างอื่น (เช่นระบบดาวเทียม วอร์คกี้ทอร์คกี้ เป็นต้น) เพราะการรับข่าวสาร และการติดตามข่าวสารเรื่องภัยน้ำท่วมที่จะมาถึงตัวเราเป็นเรื่องสำคัญ และไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดในทุกวินาที
และหากน้ำท่วมแล้ว การขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ณ วินาทีวิกฤตินั้นแน่นอน อีกทั้งระบบสื่อสารที่เรามีนั้น มิได้ใช้เพียงการที่เราช่วยตัวเอง แต่อาจจะมีผู้เดือดร้อนคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการคำปรึกษาจากเรา ก็สามารถติดต่อกับเราได้ ต้องคนละไม้คนละมือเสมอ ทุกคนล้วนลำบากทั้งสิ้นครับ

12. ชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง
อุปกรณ์ ไฟฟ้าหลายอย่างมีความจำเป็นยามเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย วิทยุ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มือถือ หรือแม้กระทั่งกล้องถ่ายภาพ ฯลฯ จะต้องมีการชาร์จไฟไว้ให้เต็มร้อยตลอดเวลา เพราะยามน้ำท่วม ระบบไฟฟ้าทั้งหมดอาจติดขัดครับ
นอกจากอุปกรณ์ไฟฟ้าจะต้องชาร์จไฟให้เต็มที่แล้ว การใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเมื่อไฟฟ้าปกติไม่มา จะต้องประหยัดไฟด้วย เพื่อความมั่นใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะทำงานได้เต็มที่ยามฉุกเฉิน อีกทั้งต้องเตรียมอุปกรณ์อื่นเสริมอีกด้วย เช่นไม้ขีดไฟ เทียนไข เป็นต้น

13. ย้ายของทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม
ข้าว ของในบ้านของเรา ไม่ใช่เพียงเรื่องของอุปกรณ์ไฟฟ้าเท่านั้นที่เราจะต้องมีการจัดการย้ายให้ อยู่ในที่ที่เหมาะสม แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่ามีความสำคัญ และอาจจะเสียหายได้เมื่อมีน้ำท่วม ตั้งแต่รถยนต์ ถังกาซ เฟอร์นิเจอร์ หนังสือ ของขวัญ รูปภาพ ฯลฯ ขอให้ย้ายไปสู่ที่ที่เหมาะสม ซึ่งที่ที่เหมาะสมนั้นอาจจะอยู่ในตัวบ้านของเรา หรือจะย้ายออกไปเก็บไว้นอกบ้าน สถานที่อื่นที่คิดว่าปลอดภัย
มีข้อมูลว่า เมื่อน้ำท่วม หลายคนเป็นอันตรายอันเนื่องมาจากการ “ห่วงของ” ต้องลุยน้ำกลับไปกลับมาเพื่อขนของออกจากบ้าน และหลายครั้งที่ขนของออกมาแล้ว แต่ไม่มีที่วาง ก็จำต้องวางไว้ในที่ที่ไม่ปลอดภัย ปรากฏว่าของที่อุตส่าห์ขนออกมาด้วยความเสียดายหรือความผูกพันนั้น ถูกผู้ชั่วร้ายใจทรามขโมยต่อเอาไปอีกด้วย
แต่ของที่เราจะย้ายนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นของทุกอย่างไปเลย เลือกเฉพาะที่เราคิดว่าต้องย้ายเท่านั้น ของบางอย่างที่แช่น้ำได้ไม่มีปัญหา ก็ไม่ต้องขนย้ายก็ได้

14. ใช้พลาสติกซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่กลัวน้ำให้เป็นประโยชน์
วัสดุ ส่วนใหญ่จะกลัวน้ำ หรือไม่สามารถที่จะสู้กับน้ำได้ แต่พลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่กลัวน้ำ ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นพลาสติก น่าจะต้องมีการเตรียมการเอาไว้ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำพลาสติก ท่อพลาสติก กระดานพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าหรือแผ่นพลาสติก ที่เราจะเอาไว้ใช้หุ้มอุปกรณ์หรือส่วนต่างๆของบ้านเรา ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ หนังสือ ฯลฯ แม้กระทั่งการหุ้มป้องกันตัวเรา หรืออวัยวะบางส่วนของตัวเราครับ
ขอให้หาซื้อผ้าหรือกระดานพลาสติกเก็บเอาไว้ใกล้มือเรา ยามฉุกเฉิน พลาสติกจะเป็นวัสดุอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มากจนคาดไม่ถึงได้ครับ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ “ห่วงยาง” ครับ

15. เตรียมน้ำดื่มอาหาร และยาให้พร้อม
เพราะยาม น้ำท่วมแล้ว เราอาจจะต้องติดอยู่ในบ้านของเราก็ได้ สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีพของเราก็คือ “อาหาร” ที่ต้องเตรียมเอาไว้ ทั้งอาหารที่ต้องมีการปรุงด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า (หรือกาซ) กับอาหารที่สามารถกินได้เลย โดยไม่ต้องมีการปรุง และต้องเตรียมเรื่อง “น้ำดื่ม” เอาไว้ด้วย เตรียมให้เพียงพอสำหรับทุกคนประมาณ 3 วันครับ
ยาเป็นสิ่งสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องเตรียมเอาไว้ (ในที่ที่ปลอดภัย) ยาหลักๆก็คือ ยาแก้ปวด ยากแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาล้างแผล ยาแก้แพ้ ยากันแมลงและยาของโรคประจำตัวของทุกคน
มีผู้หวังดีแนะนำบอกต่อว่า อย่าสะสม “สุรา” เอาไว้ตอนน้ำท่วม เพราะน้ำท่วมนานๆ อาจจะมีคนกลุ้มใจ แล้วใช้สุราแก้ความกลุ้มใจ จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยมากขึ้น ส่วนเหล่าขวดสุราที่เก็บสะสมเอาไว้ ไม่ต้องขนไปไกลก็ได้ เพราะขวดสุราเหล่านั้น เขาสามารถแช่น้ำได้ ไม่มีปัญหาประการใด

16. บ้านชั้นเดียว ต้องตรวจสอบหลังคาด้วย
สำหรับ บ้าน 2 ชั้น หลังคาบ้านจะมีผลมากยามเมื่อฝนตกหนักๆ ซึ่งเราน่าจะต้องดูแลกันไปพอสมควรแล้วในเวลาที่เพิ่งผ่านมา แต่ในกรณีน้ำท่วมนั้นหลังคาไม่ค่อยมีผลมากเท่าไร เพราะน้ำท่วมจากข้างล่างขึ้นไป หากท่วมถึงหลังคาชั้นสอง เราก็น่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่กรณีที่เป็นบ้านชั้นเดียว น้ำอาจจะท่วมชั้นล่างของบ้านอย่างรวดเร็ว หลังคาหรือส่วนของหลังคาจึงเป็นพื้นที่หลบภัยได้ชั่วคราวพื้นที่หนึ่ง เราจึงต้องตรวจสอบทางหนีทีไล่ของเรา กรณีที่เราต้องขึ้นไปหนีภัยบนหลังคา ซึ่งเราอาจจะขึ้นไปทางฝ้าเพดานของเรา (กรุณาอย่าลืมตัดวงจรไฟฟ้าที่บ้านทั้งหมดก่อนจะขึ้นไปบนฝ้าเพดานสู่หลังคานะ ครับ)

17. ระวังโจร ระวังมาร ระวังผู้ชั่วร้าย
เป็นความ เปลี่ยนแปลงที่น่าสลดใจที่สังคมน่าอยู่และเห็นอกเห็นใจของเมืองไทยเรา ได้ถูกลัทธิวัตถุนิยมเข้าครอบงำไปหลายส่วนแล้ว ดังนั้นเราจึงได้ข่าวเนืองๆว่า มีผู้ชั่วร้ายที่อยากได้ประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เข้ามารังแกจี้ปล้นประชาชนที่กำลังลำบากทุกข์เข็ญ
ยามน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังยุ่งกับภารกิจอย่างอื่น เหล่าคนชั่วก็จะออกอาละวาดรังแกผู้ที่กำลังเดือดร้อน มีการขโมย จี้ปล้น ฉกชิงวิ่งราว ให้เราได้ทราบอยู่เป็นประจำ และมีความเป็นไปได้ว่าหนึ่งในอนาคตนั้นอาจจะเป็นตัวเราและบ้านของเรา
ดังนั้น การเตรียมการป้องกันโจร จึงเป็นอีกประการหนึ่งที่เราต้องเตรียมการ อย่าเก็บของมีค่าเอาไว้ในบ้านของเรา เอาไปฝากที่อื่นก่อนดีกว่า เงินทองไม่จำเป็นที่ต้องพกมากมาย และคอยเฝ้าสังเกตบุคคลที่น่าสงสัย การส่งเสียดังๆในบางครั้ง จะเป็นอาวุธป้องกันตัวเราได้

18. เพื่อนบ้าน ต้องร่วมด้วยช่วยกัน
ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องของการต่อสู้ป้องกันโจรประการเดียว แต่หมายถึงในทุกๆกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เรา “ขอความช่วยเหลือ” จากเพื่อนบ้าน แต่หมายถึงการที่ “เราจะช่วยเหลือเพื่อนบ้าน” ด้วย รวมๆกันก็หมายถึง “การสร้างชุมชนเข้มแข็ง” เพราะความรักที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เสมอยามที่คนเรามีความลำบากร่วมกัน
อย่าต่อสู้หรือป้องกันภัยทั้งหลายคนเดียว ต้องสื่อสารกัน ต้องจับมือกัน และวางแนวทางการป้องกัน การต่อสู้ที่เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น แล้วเราจะมีโอกาส หากตอนนี้เหล่าเพื่อนบ้านยังไม่มีการเคลื่อนไหวร่วมกัน เราก็อาจจะเป็นแกนตัวเล็กๆที่จะเป็นผู้เริ่มต้นได้ครับ อย่าอาย อย่ากลัวใครเขาหมั่นไส้ครับ หากเราเป็นคนดี มีจิตใจดี ทุกคนจะเข้าใจครับ

19. เตรียมทางหนีทีไล่เพื่อออกจากบ้าน
ดังที่กล่าว ไว้ในตอนต้นว่า การป้องกันน้ำท่วมก็เหมือนการป้องกันเมืองจากการโจมตีของข้าศึก ซึ่งเราอาจจะป้องกันเอาไว้ได้หรือป้องกันไม่ไหวก็ได้ หากถึงที่สุดแล้ว เราไม่มีทางต่อสู้ได้แน่ๆ พ่ายแพ้แล้ว การเตรียม “ทางหนี” เป็นเรื่องที่จำเป็น หากเราเตรียมทางหนีเอาไว้แต่แรก เราก็สามารถหนีได้ หนีทัน เกิดความเสียหายน้อยลง
ทางหนีจากกรณีน้ำท่วมบ้าน อย่าคิดเพียงทางหนีออกจากบ้าน แต่ต้องคิดให้จบว่าหนีออกไปแล้ว จะหนีด้วยอะไร มีเรือหรือห่วงยางหรือไม่ มีเชือกสาวตัวเองหรือไม่ จะพกอะไรติดตัวไปบ้าง (ที่สามารถพกพาแบกหามไปได้) และจะมุ่งหน้าไปทางทิศใด มุ่งหน้าไปไหน และจะไปหยุดที่ใด พักที่ใด กับใคร ทุกอย่างต้องคิดเป็นกระบวนการ และคิดให้จบวงจรไว้แต่แรกครับ

20. ตั้งจิตให้มั่น “สติ” สำคัญที่สุด
อย่าเสียเวลากับการเกรี้ยวโกรธ อย่าเพิ่งด่าอะไรใคร อย่าโทษฟ้าดิน ยังมีเวลาและโอกาสอีกมากมายที่จะทำเช่นนั้น เวลานี้เป็นเวลาที่เราต้องตั้งสติ และคิด และเตรียมการอย่างเป็นระบบ เราต้องรับรู้ข่าวสารต่างๆอย่างทันต่อเหตุการณ์จากคนที่เชื่อถือได้ (ระวังคำพูดนักการเมืองนิดนะครับ) ต้องฟังวิทยุ หรือแม้แต่ติดตามทางอินเตอร์เน็ต (เช่น http://www.thaiflood.com/ หรือ http://flood.gistda.or.th/ เป็นต้น)

.............................

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... /news.html

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

16 ข้อ แห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามที่เหนือไทย



16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามที่เหนือไทย


หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 2-4 สิงหาคม 2550 หน้า 49
โดย..ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>



ตอนนี้เวียดนามกำลัง “ฮิต” ติดตลาด มีคนสนใจไปลงทุนกันมากมาย มีเสน่ห์มากกว่าไทยด้วยซ้ำไป เวียดนามยังไม่อาจไล่ทันไทยในเร็ววันนี้หรอกครับ (ปลอบใจสักหน่อย) แต่มีศักยภาพที่จะยิ่งใหญ่เหนือไทยได้ในวันหน้า เราควรสังวรและพิจารณาให้ดี หลายเรื่องเราควร “เอาเยี่ยงกา” มาลองดูกันครับ

1. สนามบินสะดวกกว่าไทย อันที่จริงสนามบินหลายแห่งในประเทศไทยทันสมัยกว่าสนามบินกรุงฮานอยและนครโฮชิมินห์ แต่ที่เวียดนาม เครื่องบินจอดถึงงวงเสมอ ไม่ต้องต่อรถโค้ชให้เสียอารมณ์แบบบ้านเรา และที่สำคัญในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า นครโฮชิมินห์จะมีสนามบินใหม่ที่ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิของเราในขณะนี้เสียอีก

2. คนเวียดนามรักชาติ ไม่ต้องดูอื่นไกล เขานิยมอาหารของเขาเอง ประเภทอาหารแฟชั่น/ขยะของฝรั่งเข้าไปตีกินในประเทศเขาได้ยาก คุณสมบัติที่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น (แม้ทางความคิด) กับใครเช่นนี้เชื่อว่าเหนือกว่า “เลือดไทย” ที่ทำท่าจะเจือจางลงทุกวัน

3. “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” คนเวียดนามที่เราเห็นแต่งตัวดูปอน ๆ นั้น เขาชอบสะสมทอง ว่าง ๆ ก็เอามาชื่นชมเล่นเงียบ ๆ เขาไม่ต้องการทำตัวหรูหรา เพราะเดี๋ยวถูกเพ่งเล็ง เขามีเงินสะสมไว้มาก แต่ไม่เปิดเผย ซื้อของก็มักใช้เงินสด ซื้อบ้านอาจมีกู้เงินบ้าง แต่ก็ยังจำกัดมาก ข้อนี้อาจทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่หมุนเวียนมากนัก แต่ผมก็ยังนิยมความมัธยัสถ์มากกว่าการสุรุ่ยสุร่าย สังเกตง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือสนนราคาของอาหารเวียดนามนั้น หาได้ถูกกว่าไทย มาตรฐานค่าครองชีพไม่ได้ต่ำกว่าไทยเลย นี่แสดงว่าเขามีแหล่งรายได้ที่ไม่เปิดเผยหรือรับ job ทำงานพิเศษต่าง ๆ ไม่ใช่กินแต่เงินเดือนปกติ

4. คนเวียดนามชอบค้าขาย เปิดร้านค้าขายแทบทุกหัวระแหง ในทุกท้องที่มีสินค้าครบถ้วน ไม่ต้องไปเดินห้างใหญ่หรือไม่ต้องไปย่านการค้าใด ด้วยความนิยมค้าขายโดยสายเลือดบวกกับความขยันขันแข็งเช่นนี้ โอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยได้ คงไม่ไกลเกินเอื้อม

5. มีขอทานน้อยกว่าไทย ในนครโฮชิมินห์ที่มีประชากรไม่แพ้กรุงเทพมหานคร แต่แทบจะหาขอทานไม่พบ มีแต่คนอุ้มลูกจูงหลานมาขายหมากฝรั่ง ให้พอรำคาญเล่น คนใจอ่อนก็อุดหนุนกันไปบ้าง แต่ประเภทเป็นขอทานแท้ ๆ แทบไม่เคยพบ ทางการเขาเอาจริง จับและกวาดต้อนไปฝึกอาชีพ ไม่ปล่อยให้เกลื่อนถนนแบบไทยที่มีกระทั่งขอทานเขมรมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด (น่าอนาถแท้ ๆ ประเทศไทย)

6. (แทบ) ไม่มีปัญหายาเสพติด หรือเด็กเกเร-อันธพาล ที่เวียดนามใครขืนเสพหรือค้ายาเสพติด มีโอกาสเกิดใหม่สูงมาก เขาไม่ค่อยขังให้เปลืองข้าวแดงเสียด้วย ย่านอิทธิพลค้ายาหรือขาใหญ่แบบสลัมเมืองไทย แทบหาไม่ได้ ที่เคยมีก็ถูกรื้อไปสร้างแฟลตกันแทบหมดแล้ว

7. เศรษฐกิจ “กระดี๊กระด๊า” ดูดีไปหมด! ทั้งนี้เพราะเติบโตปีละ 7-10% มาหลายปี ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เวียดนามก็กระอักแบบไทย แต่ฟื้นตัวเร็วกว่าและฟื้นตัวอย่างมั่นคงกว่าไทยมาก อนาคตของประเทศแลดูสดใส อยู่ในช่วงขาขึ้น มีการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างขนานใหญ่และต่อเนื่อง

8. ให้การต้อนรับกระทั่งมหาวิทยาลัยต่างชาติ นี่เป็นมิติที่ขอย้ำถึงการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติในเวียดนาม มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศสามารถเข้าไปตั้งสาขาได้ ผิดกับของไทยที่กีดกันมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งกลัวการออกนอกระบบ เพียงเพราะเกรงใจอาจารย์ที่เป็นข้าราชการจะสูญเสียผลประโยชน์ แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาและประเทศชาติ

9. แทบหา “บ้านว่าง” (บ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่) ไม่ได้เลย ที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาต่างมีคนเช่าหรือซื้ออยู่อาศัย ที่ว่างมีไม่ถึง 5-10% นี่แสดงว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์แทบไม่ปรากฏให้เห็นในเวียดนามเลย

10. ระบบผ่อนบ้านมีหลักประกัน (ของไทยยังล้าหลังกว่า!) ในเวียดนามบ้านสร้างเสร็จก็แสดงว่าการผ่อนชำระค่าบ้านเสร็จพอดี ซึ่งเป็นลักษณะ escrow account ที่ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการนำเงินไปหมุนทางอื่นหรือนำไปซื้อรถเมอร์เซดีส โครงการต้องนำเงินงวดของการผ่อนมาก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จ และหากใครจะขอกู้ ก็ต้องติดต่อสถาบันการเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อสถาบันการเงินตกลง สถาบันการเงินนั้นก็จะผ่อนชำระกับโครงการจนแล้วเสร็จแทนเราต่อไป

11. กล้าย้ายสถานที่ราชการออกนอกเมือง แล้วนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือหรืออื่น ๆ ในฟิลิปปินส์ ถึงขนาดย้ายค่ายทหารออกไปนอกเมือง เพื่อนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่สำหรับไทย คงทำไม่ได้เพราะ “เขตทหารห้ามเข้า” (ฮา) หรือเพราะเรามัก “เจาะยาง” ด้วยการตีขลุมว่า ขืนเอาทรัพย์สินไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจเกิดการการฉ้อราษฎร์บังหลวง นี่คือกระบวนการกีดกัน/ยับยั้งความเจริญของชาติอย่างแท้จริง

12. กฎหมายเวนคืนศักดิ์สิทธิ์ ทางราชการเวียดนามสามารถย้ายชาวบ้านได้ทุกบริเวณที่ต้องการ อาจมีอิดออดบ้าง แต่ต้องไปภายในเวลาที่รวดเร็ว จะมาอ้างรักถิ่นฐาน อนุรักษ์เครือข่ายเพื่อนบ้านหรือรักษาจิตวิญญาณชุมชน ไม่ได้เด็ดขาด และโดยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง พื้นที่แปลงขนาดใหญ่จึงสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที นี่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวล้ำนำไทยที่ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เช่นทุกวันนี้

13. กฎหมายมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว บางครั้งแม้แต่ข้าราชการยังตามไม่ทัน แต่เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่ทำให้กฎหมายสามารถตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ ของการพัฒนาประเทศ ไม่เหมือนไทย ที่การแก้ไขกฎหมายเพื่อชาติและประชาชน เชื่องช้าเป็นที่สุด เช่น เรามี พรบ.ผังเมืองตั้งแต่ 2475 แต่มีผังเมือง กทม. ฉบับแรกเมื่อปี 2535 หรืออีก 60 ปีถัดมา! เพราะชนชั้นนำของประเทศไม่ต้องการให้ที่ดินของตนเสียผลประโยชน์นั่นเอง <3>

14. ปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ท่านเชื่อหรือไม่ กัปตันเครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์ ถูกไล่ออกเพียงเพราะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าประเทศมูลค่าเพียงหลักแสนบาทโดยไม่ผ่านด่านศุลกากร นักฟุตบอลเวียดนาม 4 คนที่ไปรับสินบนในงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2548ขณะนี้ยังติดคุกหัวโตอยู่เลย <4> เรื่องนี้ประเทศไทยในยุคคุณธรรมนำการเมือง เทียบอะไรเขาได้หรือไม่

15. การเมืองเวียดนามมีแต่ความมั่นคง ไม่มีรัฐประหาร ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนาคารมาเลเซีย (Malaysian Investment Bankers Association) ไปพูดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาบอก (เชิงขอบคุณประเทศไทย) ว่า หลังรัฐประหารของไทย มาเลเซียได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ เงินลงทุนแทนที่จะมาไทยกลับไปมาเลเซีย ที่เวียดนามก็เช่นกัน นักลงทุนไปกันมากมาย นักลงทุนทั่วโลกแทบจะข้ามหัวประเทศไทยไปหมดเพราะเขาไม่นิยมรัฐประหาร!

16. ข้อสุดท้ายนี้น่ากลัวที่สุดกล่าวคือ เวียดนามกำลังรวมตัวกัน แต่ไทยกำลังจะแตก นับจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นยิ่ง ๆ ขึ้น คนเวียดนามโพ้นทะเล ส่งเงินกลับบ้านจำนวนมหาศาลถึงปีละ 150,000 ล้านบาท <5> แต่ประเทศไทยของเรากลับกำลังจะแตกแยก ภาคใต้ไม่แน่ว่าจะต้องปล่อยให้ปกครองตนเองหรือกลายเป็นประเทศอิสระในไม่ช้าไม่นานนี้ (โอมเพี้ยง ขอให้เดาผิด) การแตกแยกคุกรุ่นของคนในประเทศกลับยิ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร ไทยกับเวียดนามสวนกระแสกันอย่างนี้ แล้วไทยจะเหลือหรือ

ผมไม่ได้เชียร์เวียดนาม แต่หวั่นใจว่าไทยเราจะถอยหลัง ก็ได้แต่หวังว่าข้อคิด 16 ข้อนี้จะทำให้เราได้ “เสียวสันหลัง” กันเสียบ้าง ปรองดองกันเถอะครับ จำไว้ว่า “เข่นฆ่ากันทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผอง ไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครอง วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร” <6>



......................................


บทความดีๆที่สมควรเผยแพร่และแบ่งปัน จาก..
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 2-4 สิงหาคม 2550 หน้า 49
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>


หมายเหตุ
<1> ดร.โสภณ พรโชคชัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเวียดนามด้านการวางระบบการประเมินค่าทรัพย์สิน ประจำการอยู่ที่กรุงฮานอย แต่ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในนครอื่นด้วย ดร.โสภณมีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org

<3> โปรดอ่านข่าว “กฎหมายอสังหาริมทรัพย์: เพื่อส่วนรวมจริงหรือ” ใน อาคารที่ดินอัพเกรด วันอังคารที่ 13 - 20 กันยายน 2548 หน้า 65 หรือดูที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market80.htm

<4> โปรดอ่านข่าว “Vietnam referees, officials jailed for match fixing” ที่ http://www.soccerway.com/news/2007/July/02/vietnam-referees-officials-jailed-for-match-fixing ในประเทศจีนก็คล้ายกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังประหารชีวิตข้าราชการที่โกงกิน (แต่ที่ประเทศไทยแทบไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้) โปรดดูรายละเอียดที่ “China drug official given death sentence” ที่ http://www.iht.com/articles/ap/2007/07/06/asia/AS-GEN-China-Tainted-Products.php

<5> โปรดอ่านข่าว Overseas remittance will be more than $4bil (News on: 12/07/2006) ที่ http://www.dost-dongnai.gov.vn/e9ttchitiet.asp?idd=9377

<6> เพลง “ถามคนไทย” คุณสุรพล โทณวณิก (คำร้อง-ทำนอง) นายสันติ ลุนเผ่ (ขับร้อง) โปรดฟังและดูเนื้อร้องได้ที่ http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000080896

.......................................
ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง

รากเหง้า "การโกงกิน" ที่กัดกร่อนชาติ


รากเหง้าการโกงกินที่กัดกร่อนชาติบทความดีๆ..ที่สมควรเผยแพร่และแบ่งปัน

ประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว ผมไมได้นิยมประเทศอื่นมากกว่าไทย แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าวิตกและปฏิเสธไม่ได้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยมีจริง ทำไมบรรดา “ผู้หลักผู้ใหญ่” จึงปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ใครที่ทำให้ประเทศชาติของเรามีชะตากรรมเช่นนี้
ผมเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย และยังเคยเดินทางและไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแถบนี้ทั้งเนปาล บรูไน พม่า ลาว มาเลเซีย และอินเดีย รวมทั้งยังสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบปูพรมได้มากที่สุดทั่วกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮชิมินห์ ได้พบภาพเปรียบเทียบมาให้เห็น จะได้ช่วยกันฉุกคิดและสำรวจตรวจสอบกันบ้าง เผื่ออนาคตของลูกหลานไทยเราจะไม่เผชิญภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด


เหลียวมองรอบบ้าน

ประเทศที่รวยกว่าไทยอย่างชัดเจนได้แก่ มาเลเซีย ที่ในสมัยก่อนด้อยกว่าไทย ขนาดตนกู อับดุล ราห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่น้องอีก 3 คนยังเคยมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ผมเองก็เป็นนักเรียนเก่าเช่นกัน <1> แต่ ณ ปัจจุบันนี้รายได้ประชาชาติต่อหัวของมาเลเซียกลับสูงกว่าไทยถึงเกือบ 2 เท่า <2> และ สิงคโปร์ ก็รวยกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยมีรายได้ต่อหัวถึง 6.14 เท่าของประเทศไทย <3> ทั้งที่ประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยนอกจากคน สำหรับบรูไน คงไม่ต้องกล่าวถึงเพราะเขามีน้ำมันมหาศาล

ในกรณีประเทศจีนนั้น แม้มีรายได้ต่อหัวเท่ากับ 71% ของไทยซึ่งก็เป็นเพราะเขามีประชากรนับพันล้านคน แต่จีนเจริญกว่าเรามาก ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2529 ขณะไปเรียนที่เบลเยียม สถาปนิกจบใหม่ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมีรายได้เดือนละ 400 บาท แต่ขณะนี้ที่เมืองลี่เจียงในมณฑลยูนานที่ห่างไกล ข้าราชการใหม่ผู้จบปริญญาตรีทั่วไป จะได้เงินเดือนประมาณ 11,000 บาท แถมสวัสดิการอีกมากมาย นี่ถือว่าแซงหน้าประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ที่ประเทศจีน เขาทำให้องค์กรของรัฐกะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นเสมือนบริษัทที่ดีที่สุดที่คนจีนมุ่งมั่นจะเข้าไปทำงานด้วย ต่างจากไทยที่อาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่หัวกระทิไม่พึงปรารถนานัก แต่กลับเป็นที่พึงปรารถนาของผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่เราจึงมีข้าราชการบางส่วนที่เป็นภัยสังคม คือเข้าไปเป็นกาฝาก ทำงานเช้าชามเย็นชามและโกงชาติเมื่อมีโอกาส

น่าสงสัยจริง ๆ

ประเทศเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 25 ปี แซงหน้าประเทศไทยได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน ถ้าพระสยามเทวาธิราชมีจริง หรือประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว ทำไมเราจึงถูกประเทศที่เล็กกว่า เช่นสิงคโปร์ ประเทศที่เคยเป็นประเทศราชหรืออดีตอาณานิคม เช่นมาเลเซีย หรือประเทศที่จนดักดาน เช่นจีนที่ปู่ย่าตายายของผมที่หนีความอดอยากมาเมื่อ 80 ปีก่อน แซงหน้าเราไปได้

ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร

ถ้าเรามีตงฉินปกครองเมือง ไม่ใช่มีกังฉินชักใยอยู่เบื้องหลัง เราคงทำอย่างจีนที่ลงโทษผู้โกงกินอย่างเด็ดขาด เช่น จับไปยิงเป้าหรือติดคุกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ในเวียดนามนักฟุตบอลทีมชาติที่ไปล้มบอลในกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมะนิลาเมื่อ พ.ศ.2548 ถูกจับติดคุก 5 ปี ส่วนพี่ไทยนั้น ยิ่งล้ม ยิ่งรวย นอกจากนี้กัปตันเครื่องบินเวียดนามที่ซื้อเครื่องเสียงหนีภาษีเข้าประเทศ ก็โดนไล่ออก แต่ของไทยเรานำเข้ามาจนเจ๊เล้งรวย! <4>

ระบบคนดีที่ควรถูกตรวจสอบ

เมื่อพูดถึงการโกง บางคนอาจมองไปที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป ผมไม่ได้ให้ร้ายหรือแก้ต่างแทนใคร แต่กระบวนการโกงชาติในทุกวันนี้สร้างความวิบัติยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี เพราะเป็นระบบการโกงที่ฝังรากลึกในวงราชการ ยิ่งเรามุ่งพุ่งเป้าไปที่คน ๆ เดียว เราก็ยิ่งถูกหลอกให้ลืมมองเห็นคนโกงอื่น โดยเฉพาะพวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมทั้งหลายที่มักพูดปาว ๆ เสียงดังฟังชัดว่ารักชาตินั้น พวกนี้เป็นผู้ดีจอมปลอม เพราะถ้าเป็นของจริง ทำไมจึงมีเรื่องโกงกินเกิดขึ้นมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกทีแม้ในรัฐบาล “เทพประทาน” ชุดนี้ <5>

การที่พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมเอาหูไปนาตาไปไร่อยู่เสียที่ไหนจึงไม่เคยแตะต้องคนโกงชาติเลย เราจึงควรทบทวนกันระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทย การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี หรือได้สายสะพายกี่เส้น ก็ไม่ได้รับประกันการเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่โกง ในทางตรงกันข้ามยศศักดิ์เหล่านี้แหละที่ช่วยให้โกงได้แนบเนียนยิ่งขึ้น

ภาพลักษณ์ที่ดีก็เพียงช่วยให้การโกงกินดูไม่มูมมามเหมือนพม่าที่เป็นแบบบุฟเฟ่ คือแบ่งกันกินกันใช้อย่างโจ๋งครึ่มเท่านั้น บรรดาคนดีเหล่านี้อาจพึ่งโจรเพื่อค้ำจุนภาพพจน์และอำนาจเสมือนหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะที่ไม่กล้ากำจัดขุนนางจอมโกงกินที่ห้อมล้อมอยู่ เพราะพวกเขาคือผู้ค้ำจุนอำนาจ จนทำให้เจ้าชายสิทธัตถะรู้แจ้งเห็นจริงถึงระบบการเมืองที่ล้มเหลวและหันเข้าหาทางหลุดพ้น <6>



การโกงกินที่กัดกร่อน

การโกงกินสำคัญทำให้งบประมาณแผ่นดินปีละเกือบ 2 ล้านล้านบาท ตกหล่นไปมหาศาลในแต่ละปีจาก:
1. การมีระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะและเลี้ยงคนไว้เป็นกาฝากแทนที่จะมารับใช้ประชาชนและพัฒนาชาติ
2. การที่เงินไปเข้ากระเป๋าข้าราชการประจำและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศ
ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมืองนี่แหละที่สร้างความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว







แก้กันอย่างไร

ทางแก้สำคัญก็คือการขุดรากถอนโคนรากเหง้าของระบบการโกงกิน ได้แก่:

1. เลิกระบบที่ผู้น้อยต้องตบเท้าอวยพรผู้ใหญ่ หากต้องการรับศีลรับพร ก็รับกันทางอื่นแทนที่จะต้องกลายเป็นประเพณีในการตบเท้าเข้าคารวะผู้ (ยิ่ง) ใหญ่ ซึ่งสาระแท้ ๆ ก็คือเพื่อไปแสวงหาการถูกโปรดปรานเพื่อการไต่เต้า ตราบที่ความก้าวหน้าจะมีได้ด้วยการ ‘เลีย’ ผู้ (ยิ่ง) ใหญ่ ตราบนั้นการโกงกินย่อมแก้ไขไม่ได้

2. โค่นล้มพวกเจ้ามือหวยเถื่อน บ่อนเถื่อน ด้วยการทำให้เป็นบ่อนถูกกฎหมาย ทำให้รายได้เข้ารัฐแทนที่จะเข้าไปสู่มือพวกนอกกฎหมาย และรณรงค์ให้การศึกษากับประชาชนเพื่อให้มีวิจารณญาณต่ออบายมุขต่าง ๆ

3. ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อตัดทางทำมาหากินของผู้มีอิทธิพลเถื่อนที่สมคบกับข้าราชการขี้ฉ้อทั้งหลาย

4. มีระบบการตรวจสอบข้าราชการทุจริตอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และมีบทลงโทษที่เฉียบขาด ทันท่วงที

5. ปฏิวัติระบบราชการให้ข้าราชการมีสำนึกรับใช้ประชาชน ถือประชาชนเป็นนาย  ประเด็นสำคัญคือจะมีมหาบุรุษ รัฐบุรุษ หรือนักการเมืองผู้สง่างามใดกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อประเทศชาติ หรืออยากเพียงมีชิวิตที่สวยงามและตายไปอย่างไร้ค่าคนแล้วคนเล่า

ประเทศไทยต้องเร่งปราบการโกงกิน ก่อนจะล่มจม ผมไม่อยากให้อาม่าของผมเสียใจที่ย้ายมาผิดที่(แต่ผมก็ภูมิใจในความเป็นไทย และขอตายที่นี่)






อ้างอิง:
<1> โปรดดู http://th.wikipedia.org/wiki/ตนกู_อับดุล_ระห์มัน
<2> โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/my.html รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเป็นสัดส่วน 1.79 เท่าของประเทศไทย
<3> โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sn.html
<4> จากบทความ “16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย” ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market157.htm
<5> อ่านรายละเอียดของฉายารัฐบาลได้ที่ http://news.sanook.com/politic/politic_332859.php และอ่านข่าว “ชงฟันวิทยา-มานิต วัดใจมาร์ค เอี่ยวโกงไทยเข้มแข็ง” ได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/pol/55658
<6> โปรดอ่านบทความเรื่อง “พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์” ทึ่สรุปจากหนังสือพุทธประวัติของพระติชนัทฮันห์ ที่ว่า “ในสมัยพุทธกาล ความยากจนของชาวนา ปัญหาเด็กพิการ ขอทาน การเจ็บป่วย เป็นปัญหาที่แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข อำนาจของกษัตริย์เปราะบางและมีอยู่อย่างจำกัด แม้กษัตริย์จะทราบถึงความละโมบและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ก็จำต้องอาศัยพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้รักษาบัลลังก์ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้” ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market172.htm

****************************************

ขอบคุณบทความดีๆ..จาก
ดร.โสภณ พรโชคชัย
สยามธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2553 หน้า 24
Email: sopon@thaiappraisal.org
http://www.facebook.com/sopon.pornchokchai

อย่ารบ!!!.. พม่า-ลาว-เขมร คือพันธมิตรของเรา


อย่ารบ! พม่า-ลาว-เขมร คือพันธมิตรของเรา


เรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร ผมเขียนบันทึกนี้ลง facebook ไว้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปีที่แล้ว แต่วันนี้สถานการณ์พัฒนามาจนถึงขั้น (ใกล้) สงครามแล้ว แฟน ๆ สยามรัฐลองอ่านดูนะครับ

ผมเห็นคนไทยบางกลุ่มอยากให้ไทยบุกทำลายประสาทเขาพระวิหารและรบกับเขมรให้แตกหักไปเลย ผมเห็นแล้วก็สลดใจ เพราะนั่นคือความวิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเพราะน้ำผึ้งหยดเดียวโดยแท้ และจะลามปามไปจนประเทศไทยกลายเป็นอิรักที่ไปบุกยึดคูเวต หลังจากที่ไทยตอนนี้ก็ดูจะคล้ายเกาหลีเหนือและพม่าไปเต็มทีแล้ว!

ความขัดแย้งระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์มีมานานแล้ว สวีเดนกับนอร์เวย์ อังกฤษกับฝรั่งเศส โปรตุเกสกับสเปน ก็เหมือนไทยกับพม่า ฯลฯ แต่เขาอยู่ร่วมกันอย่างสันติและรับและให้ประโยชน์แก่กันและกันบนพื้นฐานของแนวคิด Win - Win ได้อย่างสมานฉันท์

ผมเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากนักหรอกครับ แต่ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่ผมไปคลุกคลีกับประเทศเหล่านี้มาบ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เวียดนาม บรรยายให้กระทรวงการคลัง เขมร บรรยายที่กรุงย่างกุ้ง และเคยไปประเมินค่าที่ดินเพื่อการตั้งบ่อนการพนันในกรุงเวียงจันทน์

ผมอยากบอกว่า ผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจไม่ไว้ใจไทยนัก พวกเขามักรู้สึกว่าเขมรกับเวียดนามเป็นพี่น้องกัน หรือลาวกับเวียดนามเป็นพี่น้องกัน ไม่รู้สึกว่าไทยกับลาวเป็นพี่น้องกันอย่างที่เรารู้สึก ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาร่วมรบกันมา แต่ในทางตรงกันข้ามไทยนี่แหละที่เป็นฐานทัพที่ให้จักรวรรดินิยมอเมริกาในสมัยนั้น ไปทิ้งระเบิดคร่าชีวิตญาติมิตรของพวกเขา

อย่างไรก็ตามในระดับประชาชนทั่วไปกลับรู้สึกเป็นมิตรต่อไทยมาก เหมือนอย่างที่เรารู้สึกว่าไทย-ลาว-เขมร เป็นพี่น้องกันนั่นเอง แต่ไทยอาจจะ “โง่” หน่อยตรงที่คิดว่าไทยคือพี่ใหญ่ แทนที่จะคิดว่าเราเป็นเพื่อน (บ้าน) กัน ไทยเรามักจะดูถูกเขาทั้งที่ข้าราชการของเขานั้นเรียนจบมาสูง ๆ จากยุโรปตะวันออกก็มีมากมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ไปไกลถึงยุโรปและอเมริกากันมากมายแล้ว

ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และความเจริญในภูมิภาคนี้ จริง ๆ แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า อาณาจักรทางเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ เท่ากับประเทศไทย ลาว เขมรและพม่ารวมกันเลยทีเดียว เราซึมลึกเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านของเรามากมายแล้ว ถ้าผู้บริหารของไทยมีความสามารถ ป่านนี้เราชวนจังหวัดต่าง ๆ ของพวกเขามาเล่นกีฬาเขตของไทยแล้ว

ทุกวันนี้ละครไทย วัยรุ่นไทย และความนำสมัยของไทย เป็นที่ต้องตาต้องใจ และถือเป็นแบบอย่างของประเทศเพื่อนบ้านเราอยู่แล้ว ถ้าเราฉลาดพอ เราต้องสามารถหาประโยชน์จากการนี้ ในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้ถือเป็นอาณานิคมหรือประเทศราชทางเศรษฐกิจของไทยก็ว่าได้

ถ้าเราไปรบกับเขา ไม่ใช่กระทบเฉพาะกับเขมร แต่ลาว เวียดนาม พม่า ก็จะคิดหนัก ประเทศเพื่อนบ้านอื่นก็จะยิ่ง “เจาะยาง” ประเทศไทยยิ่งขึ้น เวียดนามก็มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและให้การสนับสนุนลาวและเขมรมากมาย เพื่อเอาชนะใจและผูกพันพวกเขาไว้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็จะวิ่งเข้าใส่สบายเขาไป
ถ้าไทยเรามีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่านี้ ไทยจะยิ่งใหญ่มาก ท่านทราบไหม เราเป็นมิตรที่ควรค่าแก่การคบในสายตาของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและบรูไน มากกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียเสียอีก เสียดายตอนนี้นอกจากไทยจะสูญเสียภาวะผู้นำในอาเซียนแล้ว ยังพาประเทศเข้าสู่สงครามอีก น่าอนาถแท้.

---------------------------------------------
บทความดีๆ จาก...
สยามรัฐ ฉบับวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2554 หน้า 16
ดร.โสภณ พรโชคชัย *
Facebook.com/pornchokchai

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ปิดม่าน คนโขน

บทความนี้คัดมาจาก นสพ.มติชนออนไลน์
บันทึกไว้เพื่อการศึกษา
...............

"ศรัณยู" เปิดใจในเฟซบุ๊ก โอดรายได้ "คนโขน" น้อยกว่าขีดต่ำสุดที่ประเมินไว้ วอน "พธม." เหมาโรงดู วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 10:00:00 น.
Share3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 21.56 น. ของวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดง-ผู้กำกับชื่อดัง และหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 ได้เขียนบทความ "ปิดม่าน คนโขน" ลงเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจาก "คนโขน" ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เขากำกับ ลงโรงฉายมาได้สามสัปดาห์ ทว่าเก็บรายได้ไปไม่มากนัก

โดยบทความของศรัณยูมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

----------


ปิดม่าน คนโขน


"ปาฏิหารย์ไม่มีจริง ทุกสรรพสิ่งมีผลมาจากเหตุและปัจจัย"

จั่วหัวไว้อย่างนี้ พี่น้องคงพอเดาได้ ว่าเนื้อหาบรรทัดต่อๆ ไปของบทความนี้จะเคลื่อนตัวไปในแนวไหน
กว่าสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับภารกิจทุกอย่างที่เจ้าของหนังคนหนึ่งพึงกระทำได้
นับตั้งแต่เปิดตัวประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ามีหนังเรื่อง คนโขน รออยู่ในโรงฉาย
ชักชวน อ้อนวอนคนรู้จักมากมายให้พากันมาดูหนังเรื่องนี้


ผมแอบฝันเล็กๆว่า หากมีพี่น้องพันธมิตร ซึ่งไม่ต้องถึงกับทั้งหมดหรอกครับ
เอาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเท่าที่มี พร้อมใจกันมาดูหนังเรื่องนี
รายได้ของหนังก็จะทะลุเกินเป้าที่นายทุนตั้งความหวังไว้แล้ว...
นายทุนเองยังพลอยยิ้ม เห็นด้วยกับความฝันของผมเลย

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!!!


ผมเพิ่งกลับจาก บ.สหมงคลฟีล์ม เพิ่งเปิดบัญชี ดูตัวเลขรายได้ทั้งหมดที่เก็บได้จนถึงรอบเมื่อกี้
ทุกคนตกใจ มันน้อยเกินกว่าระดับต่ำสุดที่เราประเมินไว้เสียอีก...น้อยจริงๆครับ
อย่าให้ผมบอกตัวเลขเลย ผู้ที่คอยลุ้นคอยให้กำลังใจผมตลอดมาจะพลอยหดหู่ใจกันเปล่าๆ
แต่คนที่อยู่ฟากฝั่งตรงข้ามหากเห็นตัวเลขนี้เข้า ก็คงจะสมน้ำหน้า ว่าสมแล้วหละมึง...

ถ้าจะบอกว่าผมไม่เสียใจ ก็คงจะเป็นการโกหกตัวเองเกินไป
เพียงแต่ว่าภายใต้ความชอกช้ำใจครั้งนี้ มันได้บอกอะไรกับผมหลายต่อหลายอย่าง
ในส่วนของตัวงานภาพยนตร์ ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว
เพราะเกือบทุกคนที่ดูคนโขน ต่างพากันชื่นชมในคุณค่าของงาน
ในมุมมองที่ต่างๆ กัน ตามแต่รสนิยมในการรับรู้ของแต่ละคน


จะมีบ้างบางมุม ที่เห็นต่างกันไป หรือมีบางมุมที่ไม่ชอบ ขัดใจ เช่นชะตากรรมของตัวละครในตอนจบ
ซึ่งผมถือว่านี่คือเสียงตอบรับที่ดี ที่ตัวหนังได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์
ไม่ใช่ตั้งใจชม หรือตั้งใจเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา


นักข่าวอาวุโสหลายท่านต่างเขียนชมภาพยนตร์เรื่อง "คนโขน" นี้กันไม่น้อย
ล่าสุดคอลัมน์ ซูม ในนสพ.ไทยรัฐฉบับเมื่อเช้านี้ (13 ก.ย. 2554) ก็กล่าวชมยาวทั้งคอลัมน์
บนความเสียดายของคุณซูมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ช้าไป


ในส่วนของกำลังใจจากพี่น้องพธม.นั้น ผมพูดอะไรไม่ออก
น้ำตามากมายของผมหยดลงบนบันทึกก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
คำว่าขอบคุณนับล้านคำ นับล้านครั้ง ก็ยังไม่เท่าน้ำใจไมตรีที่พี่น้องมอบให้กับหนังของผม


ผมได้รู้ว่า "เท่าที่ผมเป็น เท่าที่ผมมี"
มันยังไม่เพียงพอที่จะให้ผมยืนหยัดอยู่ในอาชีพนี้ได้ ในระดับของโอกาส ที่เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม
ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่ท้อหรอกครับ

ผมจะสู้ต่อไป ในอาชีพของผม ด้วยต้นทุนเท่าที่ผมมี
ผมยังหวังว่า สักวันหนึ่งคุณค่าของงานที่ได้สร้างไว้ในวันนี้คงจะมีโอกาสเข้าถึงการรับรู้ของผู้ชม
ด้วยรูปแบบของสื่อที่ต่างกันออกไป
เช่นจากแผ่น DVD ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแท้หรือแผ่นผี หรือถูกฉายในช่องฟรีทีวี
หรือแม้แต่ในวงสนทนาของผู้ที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ดีใจแล้วครับ


พรุ่งนี้ วันพุธที่ 14 กันยายน 2554 ก็จะเป็นวันสุดท้าย ที่หนัง "คนโขน" จะได้ฉายในโรงภาพยนตร์
ไม่มีโรงไหนยอมฉายหนังเรื่องนี้ต่อไปหรอกครับ ในเมื่อแต่ละรอบมีคนดูไม่เกินหลักสิบ
ผมไม่โทษโรงภาพยนตร์เลย ออกจะเห็นใจเขาด้วยซ้ำ


แต่ก็ยังดีที่กระทรวงวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของงานที่เหมาะแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
ยังดีที่บ.ไทยประกันชีวิต และ ธอส. ก็เห็นคุณค่านี้ด้วย
จึงเอื้อเฟื้อค่าใช้จ่ายในการเหมาโรงฉายให้นักเรียน หลากหลายโรงเรียนได้เข้าชมฟรี
โดยแจ้งความจำนงมาที่กระทรวง


ณ วันนี้ มีรอคิวอยู่แล้วประมาณ 20 โรงเรียน เรียงกันไปจนถึงอาทิตย์หน้า

ฉะนั้นหากพี่น้องท่านใด อยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสั่งลา

ก็ทำได้ด้วยการรวมตัวกันประมาณ 100 คนขึ้นไป นัดหมายกันไปซื้อตั๋วดูรอบเดียวกัน


โรงภาพยนตร์ก็จะเปิดรอบนั้นฉายให้เป็นกรณีพิเศษเป็นรอบๆ ไป
ซึ่งพี่น้องสามารถเลือกโรงที่สะดวก เดินทางง่าย โรงใดก็ได้
แต่ต้องแจ้งมาที่ผมก่อน หรือจะผ่านทาง ASTV มายังผมก็น่าจะได้
ผมจะได้ติดต่อเหมาโรงล่วงหน้าให้ในทันที

คิดเล่นๆ อีกสักครั้ง ฝันเล่นๆ อีกสักครา
หากพี่น้องพธม. พร้อมใจ รวมตัวกันมา เหมาโรงเหมารอบดูกันเอง
ไม่ต้องทั้งหมดของพธม.หรอกครับ

เอาแค่ซักครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกเราที่มี


วิกฤตของผมครั้งนี้ ก็จะพลิกฟื้น ต่อชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

อนิจจา..."ปาฎิหารย์คงไม่มีจริง เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนมีผลมาจากเหตุ และ ปัจจัย"

กราบคารวะน้ำใจของพี่น้องทุกท่านอีกสักครั้ง บนบทความว่าด้วยเรื่อง คนโขน ชิ้นสุดท้ายชิ้นนี้

เพราะรู้ว่า อ้อมแขนอันโอบอุ่นของพี่น้อง ยังคงประคองผมอยู่

จะมากจะน้อยแค่ไหน หากไม่ตาย ผมคงได้ทดแทนคุณครับผม


ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
๑๓ กันยายน ๒๕๕๔



...........................................................

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316011737&grpid=01&catid=08&subcatid=0801
บันทึกไว้เพื่อศึกษา

กุ้งนาง ปัทมสูติเสียชีวิตแล้ว




5 กันยายน 2554 กุ้งนาง ปัทมสูต อดีตดารานักแสดงชื่อดัง เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยจะมีพิธีรดน้ำศพ ในเวลา 16.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ศาลา 5 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน


กุ้งนาง เป็นบุตรสาวคนกลางของสุประวัติ ปัทมสูต นักแสดงอาวุโส และผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดัง กับนีรนุช เมฆใหญ่ โดยมีพี่สาวคือ ก้ามปู ซึ่งสมรสกับเป็ด เชิญยิ้ม นักแสดงตลกชื่อดัง และน้องชายชื่อกษาปณ์


กุ้งนาง เคยผ่านผลงานการแสดงและร้องเพลงมาแล้วและค่อนข้างมีเชื่อเสียงโด่งดังเมื่อกว่า 10 ก่อน จากนั้นก็ห่างหายจากวงการบันเทิงไปพักรักษาตัวและต่อสู้กับมะเร็งโรคร้ายจนสำเร็จ ก่อนที่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา เธอจะปรากฎตัวต่อสาธารณชนพร้อมกับแทรนด์แฟชั่นทันสมัยในแบรนด์สุดเก๋ของตัวเอง ZARANYA ที่เจ้าตัวทุ่มเทพิถีพิถันผลิตผลงานทุกชิ้นออกมาอย่างประณีตด้วยเทคนิคการเย็บเม็ดคริสตัลทีละเม็ด ซึ่งเมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา ใน Autumn Winter 2010 กุ้งนางเพิ่งนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปจัดแสด ในงาน ′′His & Her Fashion Week Autumn Winter 2010′′


กุ้งนาง ปัทมสูตร ได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอาการป่วยมะเร็งของตัวเองใน นิตยสาร เรื่องผู้หญิง Woman′ s story ในชื่อเรื่อง "ลาจาก..โรคมะเร็งร้าย" โดยมีเนื้อหาดังนี้


"เรื่องที่เกิดขึ้นคงตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งนะคะ เป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สิ่งที่โชคดีก็คือเราตรวจเจอมันเร็ว แล้วเดินหน้าลุยใส่มัน ไม่ว่าจะผ่าตัด ฉายแสง ทำทุกอย่างที่เค้าต้องทำกัน แล้วเราก็รอดมาได้ จนถึงตอนนี้คุณหมอเช็คทุกอย่าง ไม่มีเชื้อนั้นอยู่ในตัวเราเลย ซึ่งเราก็ถือว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดที่มันเกิดขึ้นกับเรา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะเป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดสำหรับชีวิตเราก็ตามค่ะ(ยิ้ม)


ช่วงที่ตรวจเจอว่าเป็นโรคมะเร็งคือ เมื่อปีที่แล้วนี่เองนะคะ ซึ่งคืนนั้นที่ไปฟังผลก็ต้องบินไปทำงานที่ยุโรปเพื่อไปดูเทรนด์แฟชั่นด้วย เลื่อนทุกอย่างไม่ได้เลย แล้วรอผลจากหมอก็เลื่อนไม่ได้เหมือนกัน ก็เลยคิดว่าชีวิตมันก็ต้องเดินไปตามสเต็ปที่วางเอาไว้ ก็ไปฟังผลก่อนปรากฏว่าคือ ตรวจพบ เป็นมะเร็งค่ะ

หมอก็เลยให้เราเข้าเครื่องสแกน หาว่าเราเป็นระยะที่เท่าไร ทำอะไรกับมันได้บ้าง ต้องรักษาวิธีไหน หลังจากเข้าเครื่องเสร็จยังไม่ทันจะรู้ว่ามันเป็นอะไร ก็ต้องขึ้นเครื่องบินไปก่อน พอลงจากเครื่องก็โทรถามหมอว่าตกลงเราเป็นประมาณไหน ต้องรักษายังไงบ้าง แล้วตอนนั้นเราก็ต้องไปทำงานด้วย เป็นอะไรที่เรารู้สึกใจฝ่อมากๆ แล้วอาหารที่ยุโรปก็เป็นอะไรที่บำรุงโรคนี้ทั้งนั้นเลยนะ เค้าจะให้กินแบบชีวจิต เราคงกินไม่ได้ เพราะที่โน่นอากาศมันก็เย็น อยู่ไม่ได้แน่ ก็ตัดสินใจกินแบบปกติ แล้วเหมือนคุยกับตัวเองว่าเราเจอมันแล้วอย่ามาเป็นอะไรเยอะตอนนี้นะ ตั้งสติก่อนว่าฉันยังเป็นอะไรไม่ได้ ฉันจะต้องผ่านตรงนี้ไป แล้วจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี


หลังจากนั้นคุณหมอก็วินิจฉัยโน่นนั่นนี่ รายละเอียดมากๆ ก็โทรกลับมาคุยอีก จำได้ว่าปีที่แล้วเสียค่าโทรศัพท์เฉพาะเรื่องนี้ไปหมื่นกว่าบาท หมอก็บอกว่าให้เราทำงานให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น เค้าว่ามันจัดการได้ แต่ต้องมาวินิจฉัยกันอีกทีหลังจากที่ผ่าตัดไปแล้วว่ามันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เราก็ถามว่าบอกเลยไม่ได้เหรอ เพราะนาทีนั้นเราก็ร้อนใจมากเหมือนกัน ซึ่งเราก็รู้มาเหมือนกันว่าคนที่ฉายแสง คนที่ให้คีโม ผลกระทบมันเป็นยังไง คือเราก็อยากรู้ว่าต่อไปเราจะเป็นยังไง หมอก็เลยให้ใจเย็นก่อนแล้วเค้าจะไปปรึกษากันก่อนว่าเคสประมาณนี้มันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เสร็จแล้วรุ่งเช้าก็โทรหาหมออีก ถามว่าตกลงยังไงคะ หมอบอกว่าถ้าฉายแสงก็ประมาณ 28 ครั้ง อาทิตย์ละ 5 วัน ติดกัน เราก็โอเคไม่เป็นไร สู้! หมอก็ถามอีกว่าเราจะผ่าได้เมื่อไร แล้วพอดีว่าตอนที่รู้เรื่องว่าป่วย เจ้านายใหญ่ก็อยู่ด้วย ท่านก็เข้าใจก็บอกว่าถ้ากลับมาจากยุโรปเราจะเข้ารักษาก็ทำได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน กุ้งนางก็เลยขอแอดมิททันทีหลังจากลงเครื่อง จากนั้นก็รอให้ร่างกายได้พักปรับตัวคืนหนึ่งก็เข้าห้องผ่าตัดทันทีเลยค่ะ


จำได้ว่าเข้าห้องผ่าตัด 7 ชั่วโมง เลาะออกหมดเลยนะ แต่รังไข่หมอย้ายเอาไปไว้ข้างหลัง เพื่อที่เราจะยังมีฮอร์โมนจะได้ไม่กิน หรือฉีดเพิ่มเข้าไป หลังจากรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วก็ทำตามขั้นตอนต่อไปคือฉายแสง 28 ครั้ง เช็คเกล็ดเลือด ถ้าต่ำลงก็ต้องหยุดฉายแสงก่อน แล้วก็โดปให้ร่างกายมันฟื้นกลับขึ้นมาถึงจะฉายแสงต่อได้ ใช้เวลารักษาทั้งหมดรวมๆ ก็ 6 เดือนค่ะ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจริงๆ แค่เกือบเดือน ตอนนี้ก็หายแล้ว แต่ว่าคุณหมอก็ยังนัดไปทุกๆ 3 เดือนอยู่นะคะ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่รักษาได้ทันค่ะ... "

.........................................................

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315203697&grpid=01&catid=08&subcatid=0801

หลับให้สบายนะคะ...



วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

นักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"


"ยุบ สทศ. สมศ."
สมพงษ์ จิตระดับ ชำแหละนักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"
เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ”


ภายหลังการประกาศผลโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดรสมพงษ์ จิตระดับ ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย...

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผล โอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ

การออกข้อสอบยากมากเหมือนกับข้อสอบแข่งขันโอลิมปิก บางคำถามต้องตอบตัวเลือกให้ถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ข้อสอบจากที่เคยเป็นปรนัยปีนี้กลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แถมยังให้เวลาน้อยนิด

เด็กหลายคนเลือกทำอัตนัยแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงลดลงเลย ประเด็นสำคัญที่โดนพูดถึงคือ การออกข้อสอบโดยอาจารย์สาธิต ซึ่งเป็นแนววิเคราะห์มาก ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้เรียนสาธิตก็สอบตกหมด อาจารย์ไม่สนใจในการสอนเพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำภารกิจส่วนตัวเรื่องเลื่อนวิทยฐานะครู ทำให้คุณภาพการสอนในห้องเรียนไม่มี เด็กส่วนใหญ่ก็หันไปทุ่มเงินเรียนพิเศษ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีเงิน

“ถ้าให้พูดตรงๆ ถ้าไม่เรียนพิเศษหนูและเพื่อนๆ ก็ไม่ติดหมอหรอก แต่ถามจริงๆ มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนพิเศษถ้าครูในห้องตั้งใจสอนไม่ได้กั๊กเอาไว้และแนะนำให้เราไปเรียนพิเศษปกติเรียนวันละ 8 ช.ม.ไปเรียนพิเศษถึง 2 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ตี 1 อึดๆ ทึกๆ เพื่อรับมือกับข้อสอบที่ออกมายากๆ โรงเรียนก็มีมาตรฐานไม่เท่ากัน เด็กก็รวยจนไม่เท่ากันเงินเรียนพิเศษก็ไม่มีแล้วกระทรวงศึกษา สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ทำอะไรบ้างไหม ก็เปล่า...?”

เป็นคำพูดที่สะท้อนปัญหาของเหล่านักเรียนได้อย่างดี

ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย


Q : ในฐานะคนที่คลุกคลีด้านการศึกษามา ดูผลประกาศว่าเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร

A : จริงๆ มันตกร่วงมา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการปฏิรูปรอบแรกกับปฏิรูปรอบนี้ แล้วผลที่ออกมาถามว่าสะท้อนอะไรผมมองว่ามันคือการวัดผลประเทศเรานี้ คือการสอบเป็นกระบวนการที่สอบแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรประการแรกเลยเด็กจึงไม่ตั้งใจสอบ เพราะคิดว่าสอบไปทำอะไร ถึงสอบตกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ สอบตกก็ไม่เลื่อนชั้น

อีกอย่างบ้านเรามันใช้วิธีการจับฉลากเข้าเรียนแล้ว การสอบมันเยอะเกินไป คืออย่างปีนี้ ตารางสอบโอเน็ตกับแกทแพทห่างกันไม่มาก คนจึงหันไปทุ่มกับแกทแพท เพราะเวลาเข้ามหาวิทยาลัยต้องใช้คะแนนนี้ถึง 50% ขณะที่โอเน็ตใช้เพียง 30% และเป็นข้อสอบที่มีเนื้อหาอยู่ในหลักสูตร ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม เฉพาะที่เรียนในห้องเรียนก็น่าจะทำได้เลยไม่ค่อยตั้งใจสอบคะแนนโอเน็ตในภาพรวมก็เลยออกมาต่ำ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือว่าปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนฉะนั้นเราจะเห็นว่าเด็กที่จะสอบภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง 3 วิชา มันจะสอบภาษาไทยกับสังคม แล้วภาษาอังกฤษมันจะทิ้ง ทำให้คะแนนภาษาอังกฤษออกมาแบบที่เห็นก็คือตกมากมาย สทศ. เริ่มมีแนวข้อสอบที่หลากหลาย บางคำถามต้องตอบถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ส่วนข้อสอบที่เคยเป็นปรนัยมาปีนี้กับปีที่แล้วกลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แล้วก็จำกัดเวลา หลายคนจึงเลือกทำอัตนัยก่อนแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงห่วยอย่างที่เห็น


Q : อาจารย์กำลังบอกว่าข้อสอบแปลกๆ ของ สทศ.(สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)ก็มีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาแบบที่คนช็อก คือสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศ...?
A : ใช่ เรื่องข้อสอบ ประเด็น กระบวนการสอบ เหล่านี้ก็มีผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลคือกลุ่มคนที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิตทั้งหมด อาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ ไม่มีส่วนในการออกข้อสอบนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสอบมันจึงยาก (เน้นเสียง) ข้อสอบเป็นลักษณะในเชิงวิเคราะห์มาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนสาธิต เด็กสาธิตจึงทำได้ไม่บ่น แต่เด็กโรงเรียนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะเน้นความรู้ความจำ เน้นเรียนจากหนังสือ ไม่เน้นวิเคราะห์ ข้อสอบที่ออกมาจึงมันขัดแย้งกับตัวเด็ก แล้วตัวผู้ออกข้อสอบนั้นก็ไม่ได้สอนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศด้วย อันตรายมากๆ


Q : แล้วอาจารย์ที่ออกข้อสอบเหล่านี้ใครเป็นคนคัดเลือก
A : สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) กำหนดว่าต้องเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต ฉะนั้นกลุ่มผู้ออกข้อสอบกับเด็กที่สอบนี้ไม่ใช่ครูและนักเรียนโดยตรง อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นจากการลงภาคสนามของผมมาตลอด ผมลงไปทำเรื่องสภาเด็ก ทำเรื่องเยาวชนมากมาย พวกเขาบอกว่าเด็กๆ กังวลมากว่าอนาคตข้างหน้า ครูบาอาจารย์จะทิ้งเด็กไม่สอนหนังสือ ไม่ทุ่มเท จ้ำจี้ จ้ำชัยเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือที่ผ่านมาครูจะเจริญก้าวหน้าเงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพเด็กกลับตกต่ำ

ฉะนั้นการออกแบบเรื่องทำวิทยฐานะในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นการหลงทางครั้งใหญ่ของประเทศ ทำให้ครูเนี่ยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องวิทยฐานะกันหมด จึงไม่มีคนใส่ใจคุณภาพเด็ก ผมถามว่าวันนี้เด็กตกกันทั้งประเทศยังไม่มีใครมารับผิดชอบ ไม่มีบทลงโทษ และผลที่เกิดออกมากับ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เวลาที่มันวัดผลเกิดขึ้นมาไม่ได้มีการเอาไปใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพเด็ก ต่างคนต่างอยู่ต่างยึดกฎหมาย ยึดสถาบัน ยึดองค์กรตัวเอง "กูมีหน้าที่สอบกูก็สอบ กูมีหน้าที่ออกข้อสอบ เด็กมึงตกมันก็ไปรับผิดชอบกันเอง"


Q : ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน
A : ใช่ มีแต่ครูจะได้ซีเพิ่มขั้น แต่เวลาเด็กตกไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรเด็กเลย


Q : หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการออกข้อสอบแปลกๆ แบบนี้เกินหลักสูตรไปไหม
A : จริงๆ มันก็ไม่เกินหลักสูตรหรอก แต่ว่า มันเป็นข้อสอบที่ยากกว่าเด็กปกติ เป็นข้อสอบในเชิงวิเคราะห์ แต่ถ้ามองข้อสอบดีในเชิงวิเคราะห์ก็แปลว่าคนไทยได้คิดมากขึ้น


Q : แต่ว่าเราไม่ได้สอนเขาแบบนั้น
A : มันก็ไม่เป็นธรรม อาจารย์ที่ออกเขาเอามาตรฐานเด็กโรงเรียนสาธิต ให้คิดวิเคราะห์ทุกวันวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ มันฝึกตลอด พอคุณเอาวิธีวิธีการสอนเด็กกลุ่มหนึ่งมาวัดเด็กกลุ่มหนึ่งมันจึงไม่ยุติธรรม


Q : ทางแก้ไขคือ
A : ดีที่สุดก็คือ ยุบ สทศ. ยุบ สมศ. ไปเถอะรำคาญ คือ เมื่อคุณวัดขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ประโยชน์ ถ้าวัดออกมาแล้วเครื่องมือไม่สอดคล้องและมันใช้งบประมาณมากก็ยุบไปเถอะเสียเงินเปล่าๆ


Q : การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมีผลไหม
A : มีครับ มันทำให้ข้าราชการระดับสูงนี้ใส่ใจเรื่องคุณภาพ มันก็มัวแต่ตามนโยบายลมเพลมพัด นโยบายไฟไหม้ฟาง นโยบายของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ทุมเท ก็ไปใส่ใจในตัวนโยบายเฉพาะกิจหรือนโยบายส่วนตัวของรัฐมนตรี คุณภาพเด็กที่ลงไปบริหารกับครูในโรงเรียนมันก็ลดน้อยลง

ความเอาจริงเอาจังก็มันหายไปเยอะ การตรวจราชการ การติดตามเอาใจใส่อะไรพวกนี้ ข้าราชการส่วนกลาง ดังนั้นผมเสนอให้มีการคาดโทษอย่างหนักกับคนทำให้ผิดพลาดแต่นี่ไม่มี ทั้งๆ ที่ผลออกมาเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศมันต้องรับผิดชอบกันทั้งกระทรวง แล้วผลออกมาใครรับผิดชอบ ไม่มี จริงๆแล้วผู้ใหญ่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผมเสนอว่าทางออกคือต้องเอาผลการประเมินระดับโรงเรียนไม่ว่า สทศ. สมศ. และนำคะแนนเป็นตัวตั้ง มาจัดกลุ่มกัน กลุ่มนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงมาก กลุ่มแก้ไข กลุ่มปานกลาง กลุ่มดี พอรู้ปัญหาก็ระดมคน สื่อการเรียนการสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ลงไปช่วยเหลือเด็กห้องต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ


2554 คำถามที่ต้องการคำตอบ เมื่อเด็กสอบโอเน็ตตกทั่วประเทศ...?
1.กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องรู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่เด็กสอบโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐานตก เพราะวันนี้ในโรงเรียนเน้นทำการบ้านส่ง 70-80 % แต่ว่าการสอบจริงในห้องเรียนมีแค่ 20-30 % เท่านั้น คำถามก็คือวันนี้เด็กได้รับการฝึกฝนในการทำข้อสอบมาเพียงพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอแล้วทำไมไม่เพิ่มเติม

2.คำถามก็คือ เมื่ออยากรู้ว่าครูมีคุณภาพไหมทำไมไม่เอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์เทียบกับเด็กจะได้รู้ไปเลยว่าครูมีความรู้พอที่จะสอนหรือเปล่า ซึ่งมันจะสะท้อนได้ว่า ถ้าคุณครูคะแนนต่ำกว่าเด็ก 1.สถาบันผู้สอนต้องล้มเหลวแน่ ๆ 2.วิธีการสอนต้องล้มเหลวแน่ๆ 3.ถ้าเอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วครูคะแนนไม่ดีมันก็ยืนยันความล้มเหลวแน่ๆ ดังนั้นจะได้รู้ว่าอะไรคือราก จุดอ่อนของการศึกษาเมืองไทยที่ล้มเหลวเสมอๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

3.ทำไมนโยบายการศึกษาเรามักจะสนับสนุนให้คนเก่ง เรียนแพทย์ เรียนวิศวะแต่สนับสนุนให้คนไม่มีทางเลือกไปเรียนครู ซึ่งครูทำหน้าที่ผลิตครูก็คืออาจารย์ในสถาบันราชภัฏต่างๆ แล้วคนผลิตก็ไม่ฉลาด คนถูกผลิตก็ไม่ฉลาด ขบวนการผลิตก็ไม่ฉลาด แล้วกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ฉลาด ประชากรศึกษาที่มีความรู้ก็รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

4.ทำไมไม่กำหนดก่อนว่าข้อสอบจะประเมินอะไรของเด็กที่จะเข้ามาเรียน เหมือนกับที่สถาบันศึกษาจากต่างประเทศที่มีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพนักเรียนเพื่อจะได้รู้ทิศทางความถนัดและความชื่นชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้ถูกต้องและตรงทิศทาง

5..ย้อนหลังกลับไป 15 ปีที่แล้วมีการสอบเอ็นทรานซ์เพียงแค่ครั้งเดียว กล่าวคือสอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ตก ไม่เหมือนวันนี้ที่ต้องผูกชะตาชีวิตเด็กขึ้นกับครู และระบบแอดมิดชั่นใช้เกรด+กับการสอบ และคำถามใหญ่สุดท้ายก็คือครูทุ่มเทใช้จิตวิญญาณสอนอย่างเต็มทีได้แค่ไหน…?

นี่คือคำถามเสี้ยวจากที่ไทยรัฐออนไลน์ประมวลมาจากผู้รู้มากมาย นอกจากต้องการคำตอบแล้ว ยังต้องการผู้รับผิดชอบเมื่ออนาคตของชาติสอบวิชาพื้นฐานตกทั้งประเทศด้วย...?




ที่มา - ไทยรัฐออนไลน์
http://www.thairath.co.th/content/life/162656

เปิดบัญชี "เงินเดือนครู" ปรับขึ้น 8%

ชี้เกณฑ์เชิงประจักษ์ยึด "ผลปฏิบัติงาน"



ชี้เกณฑ์เชิงประจักษ์ยึด "ผลปฏิบัติงาน" ก.ค.ศ.เพิ่มช่องทางคัดค้านที่เว็บเขต Posted : 2011-04-22 21:39:18


นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และคู่มือการประเมินว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือหลักเกณฑ์และวิธีการให้เสร็จสมบูรณ์และให้เป็นไปตามมติ ก.ค.ศ.ตลอดจนนโยบายของนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมีการปรับรายละเอียดเพิ่มเติมในบางส่วน ได้แก่ เมื่อมีการเสนอข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นจะต้องประกาศลงในเว็บไซต์เพื่อรับฟังคำคัดค้าน 3 ระดับ คือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการครูในส่วนกลาง   และ ระดับสำนักงาน ก.ค.ศ. จากเดิมที่จะกำหนดให้ประกาศขึ้นเว็บไซต์ในระดับหน่วยงานต้นสังกัด และสำนักงาน ก.ค.ศ. ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่นายชินวรณ์ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถเสนอชื่อตนเองให้สถานศึกษา หรือหน่วยงานพิจารณาเสนอชื่อเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้

"เมื่อมีการประกาศลงเว็บไซต์เพื่อรับฟังคำคัดค้าน หากมีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาสำนักงาน ก.ค.ศ.จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาว่าเป็นเช่นไร ซึ่งจะเป็นผลดีเพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน นอกจากจะให้มีการคัดค้านในเว็บไซต์แล้ว ยังสามารถส่งคำคัดค้านมาทางไปรษณีย์อีกช่องทางหนึ่ง" เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว และว่า สำหรับหลักเกณฑ์ด้านอื่นๆก็เป็นไปตามมติ ก.ค.ศ. อาทิ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือขอรับการประเมินต้องเป็นไปตามที่กำหนด คือ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิทยฐานะ มีภาระงานสอนขั้นต่ำหรือภาระงานตามที่ส่วนราชการกำหนด ปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบย้อนหลัง 2 ปีและมีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เช่น เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไป หรือเป็นผลงานที่ส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณาแล้วเห็นว่าเทียบเคียงกับผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติขึ้นไป หากจะยื่นขอให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจะต้องมี 2 รางวัล ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ จะต้องมี 3 รางวัล โดยรางวัลดังกล่าวต้องอยู่ภายในระยะเวลา 3 ปี แต่หากเกินเวลาที่กำหนดต้องมีการพัฒนางานและใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำนักงานก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้าราชการครูที่มีผลงานดีเด่นระดับชาติแต่ละปีนั้น มีจำนวนเยอะประมาณ 1,000 คน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านการประเมินและได้เลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ ต้องดูด้วยว่ารางวัลที่ได้นั้นสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งเดิมมีการเสนอว่าเมื่อข้าราชการครูกลุ่มนี้ มีรางวัลการันตีแล้ว ก็ควรให้เลื่อนวิทยฐานะได้เลย แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะต้องมีการประเมินด้วย


********************

ที่มา - หนังสือพิมพ์มติชน

คัดจาก http://www.kruthai.info/main/board03_/showss.php?Category=newsedu&No=253

คะแนนโอเน็ต-แกต-แพต ต่ำกว่าครึ่งทุกช่วงชั้น



คะแนนโอเน็ต-แกต-แพต วิชาหลักต่ำกว่าครึ่งทุกช่วงชั้น


สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สรุปผลการจัดการทดสอบทาง การศึกษาระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2553 ทั้งการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ป.6, ม.3 และ ม.6 และผลการจัดสอบวิชาความถนัดทั่วไปหรือ GAT และการสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการหรือ PAT ครั้งที่ 1/2554

สทศ.ได้สรุปค่าสถิติพื้นฐานผลการสอบ โอเน็ตที่เปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี จำแนกเป็นระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 ดังนี้ ระดับ ป.6 พบว่า วิชาหลักคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ มีคะแนนต่ำลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 3 ปีพบว่าไม่ถึง 50 คะแนน

ปีการศึกษา 2551 สอบ 3 วิชา วิชาละ 100 คะแนน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ ภาษาไทย 42.02 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,087 คน คณิต ศาสตร์ 43.76 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,153 คน วิทยาศาสตร์ 51.68 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,155 คน

ปีการศึกษา 2552 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 38.58 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,042 คน สังคมฯ 33.90 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,372 ภาษาอังกฤษ 31.75 คะแนน ผู้เข้าสอบ 897,973 คน คณิตศาสตร์ 35.88 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,042 คน วิทยาศาสตร์ 38.67 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,372 คน สุขศึกษาฯ 64.76 คะแนน ผู้เข้าสอบ 897,973 คน ศิลปะ 42.49 ผู้เข้าสอบ 898,296 คน การงานฯ 51.69 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,296 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 31.22 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน สังคมฯ 47.07 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน ภาษาอังกฤษ 20.99 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน คณิตศาสตร์ 34.85 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน วิทยาศาสตร์ 41.56 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน สุขศึกษาฯ 54.31 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน ศิลปะ 41.10 ผู้เข้าสอบ 805,099 คน การงานฯ 52.52 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน

ส่วนระดับ ม.3 พบว่าวิชาหลักนักเรียนได้คะแนนต่ำ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ที่ต่ำลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 3 ปี มีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 50

ปีการศึกษา 2551 สอบ 5 วิชา ภาษาไทย 41.09 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,584 คน สังคมฯ 41.42 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,688 คน ภาษาอังกฤษ 32.42 คะแนน ผู้เข้าสอบ 798,093 คน คณิตศาสตร์ 32.66 คะแนน ผู้เข้าสอบ 798,093 คน วิทยาศาสตร์ 39.44 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,688 คน

ปีการศึกษา 52 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 35.35 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน สังคมฯ 39.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 793,093 คน ภาษาอังกฤษ 26.05 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน คณิต ศาสตร์ 29.16 คะแนน ผู้เข้าสอบ 793,549 คน วิทยาศาสตร์ 56.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,331 คน สุขศึกษาฯ 32.95 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,331 คน ศิลปะ 33.86 ผู้เข้าสอบ 794,331 คน การงานฯ 35.35 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 42.80 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน สังคมฯ 40.85 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน ภาษาอังกฤษ 16.19 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน คณิตศาสตร์ 24.18 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน วิทยาศาสตร์ 29.17 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน สุขศึกษาฯ 71.97 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน ศิลปะ 24.48 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน การงานฯ 47.07 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน

ในระดับ ม.6 ค่าเฉลี่ยที่ออกมา พบว่าต่ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ปีการศึกษา 2551 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 46.50 คะแนน ผู้เข้าสอบ 338,224 คน สังคมฯ 34.72 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,586 คน ภาษาอังกฤษ 30.68 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,268 คน คณิตศาสตร์ 36.08 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,459 คน วิทยาศาสตร์ 33.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,996 คน สุขศึกษาฯ 56.79 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,093 คน ศิลปะ 43.22 ผู้เข้าสอบ 337,093 คน การงานฯ 40.02 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,093 คน

ปีการศึกษา 2552 ภาษาไทย 46.47 คะแนน ผู้เข้าสอบ 350,889 คน สังคมฯ 36.00 คะแนน ผู้เข้าสอบ 354,402 คน ภาษาอังกฤษ 23.98 คะแนน ผู้เข้าสอบ 352,805 คน คณิตศาสตร์ 28.56 คะแนน ผู้เข้าสอบ 353,734 คน วิทยาศาสตร์ 29.05 คะแนน ผู้เข้าสอบ 332,495 คน สุขศึกษาฯ 45.37 คะแนน ผู้เข้าสอบ 348,634 คน ศิลปะ 37.75 ผู้เข้าสอบ 348,634 คน การงานฯ 32.98 คะแนน ผู้เข้าสอบ 348,634 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 42.61 คะแนน ผู้เข้าสอบ 351,633 คน สังคมฯ 46.51 คะแนน ผู้เข้าสอบ 357,050 คน ภาษาอังกฤษ 19.22 คะแนน ผู้เข้าสอบ 354,531 คน คณิตศาสตร์ 14.99 คะแนน ผู้เข้าสอบ 356,591 คน วิทยาศาสตร์ 30.90 คะแนน ผู้เข้าสอบ 349,210 คน สุขศึกษาฯ 62.86 คะแนน ผู้เข้าสอบ 347,462 คน ศิลปะ 32.62 ผู้เข้าสอบ 347,462 คน การงานฯ 43.69 คะแนน ผู้เข้าสอบ 347,462 คน

สำหรับช่วงคะแนนจำนวนร้อยละของผู้สอบโอเน็ต นักเรียนชั้น ม.6 ส่วนใหญ่ได้คะแนนดังนี้ วิชาภาษาไทย คะแนนส่วนใหญ่ อยู่ระหว่าง 30.01-40.00 คะแนน 92,100 คน คิดเป็นร้อยละ 26.19 วิชาสังคมศึกษา อยู่ระหว่าง 40.01-50.00 คะแนน 17,252 คน คิดเป็นร้อยละ 49.08 ภาษาอังกฤษ อยู่ระหว่าง 10.01-20.00 คะแนน 206,611 คน คิดเป็นร้อยละ 58.28

คณิตศาสตร์ อยู่ระหว่าง 00.01-10.00 คะแนน 164,372 คน คิดเป็นร้อยละ 46.10 วิทยาศาสตร์ อยู่ระหว่าง 20.01-30.00 คะแนน 183,055 คน คิดเป็นร้อยละ 52.41 สุขศึกษาฯ อยู่ระหว่าง 60.01-70.00 คะแนนน 151 คน คิดเป็นร้อยละ 44.08 ศิลปะ อยู่ระหว่าง 30.01-40.00 คะแนน 156,763 คน คิดเป็นร้อยละ 45.11 การงานฯ อยู่ระหว่าง 40.01-50.00 คะแนน 114,228 คน คิดเป็นร้อยละ 32.47

โดยจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดแต่ละวิชาในปี 2553 ภาษาไทย สูงสุด 92 คะแนน 1 คน สังคมฯ สูงสุด 87 คะแนน 1 คน ภาษาอังกฤษ สูงสุด 100 คะแนน 1 คน คณิตศาสตร์ สูงสุด 100 คะแนน 92 คน วิทยาศาสตร์ สูงสุด 92 คะแนน 1 คน สุขศึกษาฯ สูงสุด 92.50 คะแนน จำนวน 5 คน ศิลปะ สูงสุด 67 คะแนน 2 คน การงานฯ สูงสุด 82 คะแนน 4 คน

ส่วนสรุปผลคะแนนต่ำสุดและสูงสุดของเดือน ต.ค.53 และ มี.ค.54 แต่ละวิชามีดังนี้ GAT คะแนนเต็ม 300 มี.ค.54 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 297.50 ค่าเฉลี่ย 171.89 ต.ค.53 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 300.00 ค่าเฉลี่ย 139.38

แบ่งเป็น GAT ตอน 1 คะแนนเต็ม 150 มี.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 ค่าเฉลี่ย 117.05 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 ค่าเฉลี่ย 90.06 และ GAT ตอน 2 คะแนนเต็ม 150 มี.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 147.50 ค่าเฉลี่ย 54.84 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150 เฉลี่ย 49.32

ส่วน PAT คะแนนเต็มวิชาละ 300 แบ่งเป็น ความถนัดทางคณิตศาสตร์ (PAT1) มี.ค. ต่ำสุด 17.00 สูงสุด 274.00 ค่าเฉลี่ย 64.22 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 264.00 ค่าเฉลี่ย 48.34

ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT2) มี.ค. ต่ำสุด 3.00 สูงสุด 223.00 ค่าเฉลี่ย 93.75 ต.ค. ต่ำสุด 11.00 สูงสุด 268.50 ค่าเฉลี่ย 101.50 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) มี.ค. ต่ำสุด 3.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 101.95 ต.ค. ต่ำสุด 33.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 121.25

ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ (PAT4) มี.ค. ต่ำสุด 9.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 159.83 ต.ค. ต่ำสุด 24 สูงสุด 270 ค่าเฉลี่ย 121.06

ความถนัดทางวิชาชีพครู (PAT5) มี.ค. ต่ำสุด 16.00 สูงสุด 228.00 ค่าเฉลี่ย 144.10 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 232.00 ค่าเฉลี่ย 130.91

ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ (PAT6) มี.ค. ต่ำสุด 37.50 สูงสุด 186.00 ค่าเฉลี่ย 113.26 ต.ค. ต่ำสุด 5.00 สูงสุด 227.50 ค่าเฉลี่ย 133.05

ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส (PAT 7.1) มี.ค. ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 261.00 ค่าเฉลี่ย 93.63 ต.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 94.48

ความถนัดทางภาษาเยอรมัน (PAT 7.2) มี.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 267.00 ค่าเฉลี่ย 96.07 ต.ค. ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 264.00 ค่าเฉลี่ย 95.26 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น (PAT 7.3) มี.ค. ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 103.70 ต.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 288.00 ค่าเฉลี่ย 107.68

ความถนัดทางภาษาจีน (PAT 7.4) มี.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 92.97 ต.ค. ต่ำสุด 27.00 สูงสุด 279.00 ค่าเฉลี่ย 91.12 ความถนัดทางภาษาอาหรับ (PAT 7.5) มี.ค. ต่ำสุด 54.00 สูงสุด 234.00 ค่าเฉลี่ย 91.93 ต.ค. ต่ำสุด 33.00 สูงสุด 258.00 ค่าเฉลี่ย 88.52 และความถนัดทางภาษาบาลี (PAT 7.6) มี.ค. ต่ำสุด 48.00 สูงสุด 177.00 ค่าเฉลี่ย 98.74 ต.ค. ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 273.00 ค่าเฉลี่ย 94.84

สำหรับช่วงคะแนนที่ผู้เข้าสอบทำคะแนนได้มากที่สุดในแต่ละวิชา ดังนี้ GAT เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 180.01-210.00 จำนวน 25,899 คน GAT ตอน 1 เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 120.01-150.00 จำนวน 55,983 คน GAT ตอน 2 เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 30.01-60.00 จำนวน 59,087 คน

PAT 1 เข้าสอบ 53,809 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 26,109 คน PAT 2 เข้าสอบ 57,979 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 22,566 คน

PAT 3 เข้าสอบ 13,877 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 4,797 คน PAT 4 เข้าสอบ 4,151 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 150.01-180.00 จำนวน 1,395 คน

PAT 5 เข้าสอบ 26,971 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 120.01-150.00 จำนวน 12,246 คน PAT 6 เข้าสอบ 4,362 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 90.01-120.00 จำนวน 2,480 คน

PAT 7.1 เข้าสอบ 2,186 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 1,210 คน PAT 7.2 เข้าสอบ 790 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 456 คน

PAT7.3 เข้าสอบ 1,764 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 849 คน PAT 7.4 เข้าสอบ 2,401 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 1,290 คน PAT 7.5 เข้าสอบ 137 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 81 คน และ PAT 7.6 เข้าสอบ 363 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 90.01-120.00 จำนวน 183 คน

จากการวิเคราะห์ช่วงคะแนน ส่วนใหญ่ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด จะอยู่ในช่วงชั้นเดียวกับการสอบครั้งที่ผ่านมา มีเพียง PAT2 PAT3 และ PAT6 ที่ช่วงชั้นทำคะแนนต่ำลงกว่าการสอบครั้งที่ผ่านมา

โดยสทศ.เปิดให้นักเรียนยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ GAT-PAT เดือน มี.ค.54 เมื่อวันที่ 8-10 เม.ย. และจะเปิดให้ตรวจกระดาษคำตอบในวันที่ 22-23 เม.ย.นี้




ที่มา - ข่าวสดออนไลน์
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdOVEV4TURRMU5BPT0=§ionid=TURNeE5RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOQzB4TVE9PQ==
คัดจาก http://www.kruthai.info/main/board02_/showss.php?Category=vipak&No=12

เจาะปมเด็กไทยอ่านได้-ไร้วิเคราะห์


สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
จัดงานแถลงข่าวเปิดโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่ 1/2554 ด้วยการร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์รับปิดเทอมของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ประสบปัญหาการอ่านแต่จับใจความและวิเคราะห์ไม่เป็น ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ

จากรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชนปี 2550-2552 ระบุว่า เด็กประถมใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม เพิ่มจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 32 เฉลี่ยวันละ 2-3 ชั่วโมง และท่องอินเตอร์เน็ตเพิ่มจาก ร้อยละ18 เป็นร้อยละ 22 โดยเด็กประถมเพียงร้อยละ 50 ระบุชอบไปโรงเรียนมาก และมีสถิติลดลงจากร้อยละ 57 เป็นร้อยละ 50 เท่านั้น

นอกจากนี้ เด็กประถมมีอัตราเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นรวมร้อยละ 27 โดยประมาณ 1 ใน 7 ของเด็กประถมถูกส่งไปเรียนพิเศษแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอนในห้อง

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า เด็กนักเรียนวัยประถมศึกษาต้องจัดการศึกษาที่เรียกกันว่า "เรียนปนเล่น"ฉะนั้น "ครูยุคปฏิรูป"ต้องเปลี่ยนจาก "ครู" เป็น"วิทยากรกระบวนการ"ที่ไม่ใช่เพียงการสอนในหนังสือ แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้เด็กเกิดสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องตามความต้องการของเด็ก

โดยเฉพาะ "การอ่าน"ที่เป็นทักษะซึ่งต้องใช้ตลอดชีวิตนั้น นักวิจัยชาวอเมริกันเปรียบเทียบว่า เด็กใช้เวลาเรียนรู้ทักษะการอ่านเฉลี่ยตลอดชีวิตเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่ทักษะนี้จะส่งผลระยะยาวต่อชีวิตที่เหลืออยู่มากถึงร้อยละ 98

สะท้อนให้เห็นว่า เด็กช่วงวัยประถมศึกษานั้นเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ขณะที่เด็กประถมไทยมีผลวิจัยชี้ชัดว่า กว่าร้อยละ 30 ไม่สามารถอ่านวิเคราะห์ได้ และค่าเฉลี่ยจะยิ่งสูงขึ้นสำหรับเด็กไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ปัจจุบันการเรียนการสอนยังเป็นระบบ 70:30 คือ เรียนในตำราร้อยละ 70 และทำกิจกรรมร้อยละ 30 ฉะนั้น สำหรับโครงการเด็กประถมนั้นน่าจะกระตุ้นให้สัดส่วนของกิจกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของการเรียนรู้ในตำราต้องปรับให้สอดคล้องกับวัยเด็กประถมที่ต้องเน้นการเล่นไปด้วย เรียนไปด้วย การประยุกต์ใช้นิวมีเดียกับเด็กน่าจะเป็นอีกช่องทางในการฉกฉวยโอกาสสร้างการเรียนรู้ให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาชอบ เช่นเด็กติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต ก็ใช้สื่อเหล่านี้สอนเด็ก เขาก็จะสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น"รศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

อาจารย์นคร ตังคะพิภพอดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 10 หนึ่งในคณะผู้ติดตามโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมครั้งที่ 1/2553 กล่าวว่าถือเป็นโอกาสเพิ่มช่องทางให้ครูเริ่มคิดค้นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมและตามความต้องการของเด็ก จากเดิมที่เคยเรียนรู้แบบแห้งและนิ่งจากตำราในห้องเรียน อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สนุกสนาน ก็เปลี่ยนเป็นกระตุ้นให้ครูเปิดกิจกรรมที่เคลื่อนไหว ตรงกับวิถีชีวิตและความต้องการของนักเรียน จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนได้มากขึ้น

"แม้การเปิดให้ทุนในระดับประถมจะเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกว่าและมีบุคลากรจำนวนน้อยกว่าโรงเรียนระดับมัธยม แต่ถ้าสามารถสนับสนุนโรงเรียนประถมเดี่ยวๆ ให้รวมตัวกัน จะทำให้เกิดการทำงานเป็นเครือข่าย"โรงเรียนพี่น้อง"ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นพลังขับเคลื่อนการศึกษาจากภาคประชาสังคมได้อย่างแท้จริง"

น.ส.ประพาฬรัตน์ คชเสนา นักวิชาการ สสค. กล่าวถึงแนวคิดที่ต้องการให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมจัดการศึกษาว่า เพื่อให้เด็กและเยาวชนค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง มีทักษะและสามารถพัฒนาตนเอง จนเป็นที่มาของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่1/2554 ประเด็นสำคัญคือ ต้องการส่งเสริมค่านิยมสำนึกรักท้องถิ่น ด้วยการสร้างหลักสูตร หรือกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะครูท้องถิ่นจะมีกระบวนการสร้างการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กรักท้องถิ่นตัวเอง



ที่มา - หนังสือพิมพ์ข่าวสด
Posted : 2011-04-20 22:12:16
http://www.kruthai.info/main/board02_/showss.php?Category=vipak&No=15

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ซากุระบานสวย..ที่วอชิงตัน

ขอบคุณภาพสวยจากเว็บไซต์
ทำให้บันทึกนี้สดใสขึ้นมาทันตาเห็น
ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวรอบตัวสว่างไสว















วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

"ตาปี"ทะลักสุราษฎร์





















"ตาปี"ทะลักสุราษฎร์ นครหนัก ตัดขาด"นบพิตำ"

ซัดสะพาน-ถนนพินาศ นับพันติดบนเขา4วัน "กระบี่"เร่งหาคนหาย เผยเหยื่อน้ำใต้ดับ20

อ่างแตก - สภาพหมู่บ้านต้นหาร ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ราบเป็นหน้ากลองหลังอ่างเก็บน้ำแตกจากแรงน้ำท่วม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

น้ำตาปี-พุมดวง-สินปุน ไหลทะลักกวาด 8 อำเภอในสุราษฎร์ฯ บ้านเรือนนับหมื่นหลังจม สะพาน-ถนนขาด ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของหลายจังหวัด ชุมพรรับคนขึ้นจากเกาะเต่าอีก 400 คน นบพิตำพบแล้วศพสาวที่ถูกน้ำพัดถล่ม มีชาวบ้านติดอยู่บนเขาอีกหลายร้อยคนยังช่วยไม่ได้ ท่าศาลาดินถล่มชาวบ้านบนเขาติดอยู่นับร้อย ทุ่งสงน้ำหลากพัดโลงศพลอย ญาติตะลึงไล่คว้ากันวุ่นก่อนนำมาตั้งสวดบนถนน กรมชลฯอ้างอ่างถูกดินทับ ไม่ยอมรับอ่างแตกทำชาวบ้านเดือดร้อนนับพัน เรือจักรีฯ-เรือหลวงสุโขทัย-ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งแล้ว ทางหลวงชนบท ระบุถนนเสียหาย 139 สาย รถไฟสายใต้หยุดเดินรถ เพราะรางขาดที่สุราษฎร์ฯ-นครศรีฯ ปภ.สรุปเบื้องต้นเสียหาย 8 จังหวัด กว่า 300 ล้านบาท ถนนขาด 21 สาย สธ.สุรปยอดคนตายล่าสุด 20 ศพ นครศรีธรรมราช 11 สุราษฎร์ธานี 4 กระบี่ 4 และพัทลุง 1 นายกฯรีบรุดลงใต้ดูอ่างแตกที่กระบี่ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเหยื่อดินถล่มที่เสียชีวิตรายละ 5 หมื่น นบพิตำนับพันยังติดอยู่บนเขา น้ำป่าทะลักถนน-สะพานขาดเข้าออกไม่ได้หลายวันแล้ว

ในหลวงพระราชทานสิ่งของ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายดิสธร วัชโรทัย ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ และนายประสงค์ พิทูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิ พร้อมคณะนำถุงยังชีพพระราชทาน และเครื่องอุปโภค-บริโภค มามอบให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น 1,000 ครอบครัว ที่วัดแจ้ง ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งในพื้นที่ จ.ตรัง มีผู้ประสบอุทกภัยครบ 10 อำเภอ 68 ตำบล 5 เทศบาล 499 หมู่บ้าน ชาวบ้านเดือดร้อน 28,435 ครัวเรือน 51,865 คน

ชุมพรรับคนเกาะเต่าขึ้นฝั่ง

เวลา 10.00 น. ที่ท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลา อ.เมือง จ.ชุมพร เรือเร็วของบริษัท เรือเร็วลมพระยา จำกัด นำเรือลมพระยาออกไปรับนักท่องเที่ยว 400 คน ที่ติดค้างอยู่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ขณะที่เรือ 532 ของตำรวจน้ำชุมพร ไปรับชาวประมงและชาวบ้านที่อาศัยบนเกาะเสม็ดและนักท่องเที่ยว 48 คน ขึ้นมายังฝั่งที่ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร เนื่องจากอาหารบนเกาะขาดแคลน และไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามายังฝั่งได้ โดยเรือบนเกาะเสม็ดไม่ได้เดินทางมารับเพราะคลื่นลมแรงเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้นำอาหารส่วนหนึ่งไปส่งให้กับชาวประมง ที่ต้องนอนเฝ้าเรือที่จอดหลบลมมรสุมกว่า 50 ลำที่เกาะเสม็ดด้วย

นบพิตำพบแล้ว 1 ศพ

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม จ.นครศรีธรรม ราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ล่าสุดที่ อ.นบพิตำ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาถึง 2 วันแล้ว เนื่องจากสะพานที่บ้านโรงเหล็กถูกตัดขาด ระดับน้ำท่วมสูงและเชี่ยวกราก และด้านในมีดินถล่มลงมาหลายจุด มีประชาชนนับพันคนติดอยู่ตามชุมชนซึ่งอยู่บนภูเขาสูง ไม่สามารถติดต่อสื่อสารเนื่องจากระบบโทรศัพท์ถูกตัดขาด ไฟฟ้าดับ

เวลา 08.00 น. พ.ต.อ.เชิดชาย โมสิกะ ผกก.สภ.นบพิตำ รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตที่หมู่ 7 ต.นบพิตำ คือ นางสมใจ รัตนแก้ว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150/8 หมู่ 2 ต.นบพิตำ ซึ่งหายไปตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากพัดกระหน่ำหมู่บ้านก่อนจะมาพบศพอีกหมู่บ้านหนึ่ง

ท่าศาลาชาวบ้านติดนับร้อย

พ.ต.อ.เชิดชายกล่าวว่า ยังไม่รู้ชะตากรรมของชาวบ้านอีกนับพันคนที่ติดอยู่ในชุมชนบนภูเขาต่างๆ เพราะไม่สามารถติดต่อสื่อสารและเดินทางเข้าช่วยเหลือได้ ล่าสุดทีมแพทย์อาสานำโดยน.พ.รังสิต ทองสมัคร นำเสบียงและชาวบ้านที่ชำนาญการเดินป่าฝ่าน้ำเข้าไป เพื่อส่งเสบียงช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่ และที่หมู่ 9 บ้านตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา เกิดดินถล่มลงมาทับพื้นที่ด้านล่างกว้างกว่า 2 ไร่ และมีชาวบ้านติดอยู่ด้านบนออกมาไม่ได้กว่า 100 คน ล่าสุดมีการขอความช่วยเหลือแล้วแต่ยังไม่สามารถช่วยได้

ช่วย 2 แม่เฒ่าอดอาหาร

เวลา 10.30 น. พล.ต.อัยรัตน์ ชูถนอม เสนาธิการ กองทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยคณะ มอบ ถุงยังชีพให้กับชาวบ้านเนินธัมมัง ที่ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง หมู่ 5 ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ โดยมีชาวบ้านมารับมอบถุงยังชีพจำนวนมาก จากนั้นลงเรือทหารออกไปแจกถุงยังชีพแก่ชาวบ้านที่ติดอยู่ด้านใน ไม่สามารถออกมาได้ เนื่องจากระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร รวมถึงที่วัดเนินธัมมังซึ่งมีพระภิกษุหลายรูป และที่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 5 ต.แม่เจ้าอยู่หัว นางเฟื่อง มีสวน อายุ 106 ปี อาศัยอยู่กับลูกสาว อายุ 80 ปี เพียง 2 คนเท่านั้น และอดอาหารมาสองวันแล้วเนื่องจากไม่สามารถออกไปด้านนอกได้

ตชด.เข้าพื้นที่เขาพนม
พ.ต.อ.สิงหนาท สีกาแก้ว ผกก.ตชด.42 เป็น ประธานปล่อยขบวนยานพาหนะและกำลังพล 5 ชุดปฏิบัติการ 50 นาย พร้อมกับชุดปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ของตำรวจพลร่มหัวหิน 1 ชุด พร้อมสุนัขสงคราม 2 ตัว ส่งเข้าไปในพื้นที่บ้านต้นไทร ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ที่เกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่มทับบ้านเรือน เพื่อช่วยเหลือประชาชน นอกจากนั้นยังส่งตชด.เข้าไปในพื้นที่รับผิดชอบในหลายพื้นที่ภาคใต้ นายสมโชค ใจดี รองนายก อบต.ถ้ำใหญ่ นำถุงยังชีพ 5,000 ชุด ไปแจกจ่ายที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

น้ำหลากโลงศพลอยวุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังจากน้ำป่าและฝนที่ตกยาวนานท่วมเขตเทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อย่างหนัก น้ำได้ไหลหลากเข้าไปท่วมในพื้นที่ ต.กะปาง, ต.ที่วัง และ ต.เขาโร เป็นพื้นที่กว้างระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ถนนในหมู่บ้านถูกตัดขาดหลายสายสะพานขาด ขณะที่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ต.กะปาง อ.ทุ่งสง กำลังมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลศพนายณรงค์ มะลิคุณ อายุ 37 ปี ซึ่งป่วยเสียชีวิต โดยมีการตั้งเต็นท์จัดเลี้ยงอาหารให้แขกอยู่นั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมาน้ำได้หลากเข้าท่วมพื้นบ้านและที่จัดงานศพอย่างรวดเร็ว ทำให้โลงศพที่บรรจุร่างของนายณรงค์ลอยไปตามน้ำ สร้างความตกใจให้กับบรรดาญาติๆ ที่อยู่ในงานศพเป็นอย่างมาก ต่างพากันวิ่งและเดินฝ่ากระแสน้ำไล่ตามโลงศพกันอย่างทุลักทุเล ก่อนจะย้ายศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลบนถนนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่สูงและกำหนดฌาปนกิจศพในวันเดียวกันนี้

"เทือก"ลงตรวจน้ำท่วมใต้
วันเดียวกัน เวลา 08.25 น.ที่กองการบินขส.ทบ. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนไปตรวจเยี่ยมน้ำท่วมที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ขณะนี้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลรับมือได้ ไม่มีปัญหาหรือเป็นอุปสรรค ส่วนราชการในท้องถิ่นมีความพร้อมดูแลช่วยเหลือ ส่วนที่เป็นปัญหาคือการค้นหาผู้เสียชีวิตจากโคลนถล่มที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ มีผู้สูญหาย 10 คน อาจจะไม่ได้ถูกโคลนทับทั้งหมด จึงต้องพยายามค้นหา และข่าวที่น่ายินดีคือเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผบ.ทบ.ระบุปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากบ้านเรือนบางส่วนขวางทางน้ำ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องคุยกันและประชาชนต้องเข้าใจว่า การปลูกบ้านที่เลือกตามความชอบใจบางครั้งจำเป็นต้องขยับขยาย เพราะมีตัวอย่างเห็นชัดที่ อ.เขาพนม ที่บ้านถูกน้ำพัดหายทั้งหลัง 8 หลัง ส่วนที่หมู่ 7 ต.หน้าเขา 18 หลังคาถูกโคลนทับ 16 หลังคาเรือน เราต้องปรึกษากับท้องถิ่น ประชาชน ถ้าพูดคุยและวางแนวทางกำหนดจุดสร้างที่อยู่อาศัยให้เกิดความปลอดภัย จะไม่เกิดเหตุซ้ำ เมื่อตกลงกันได้จะให้รัฐบาลช่วยสนับ สนุนหรือกองทัพเข้าไปช่วยเหลือก็ทำได้

ทร.เร่งช่วยคนติดเกาะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และคณะ เดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษของกองทัพเรือไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งก่อนที่เครื่องบินของคณะนายสุเทพจะลงจอดที่ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ต้องบินวนถึงหนึ่งรอบ และเปลี่ยนไปลงในรันเวย์ที่สามารถใช้การได้ เพราะทางหอบังคับการแจ้งให้เปลี่ยนรันเวย์ เนื่องจากยังมีฝนตกอยู่ตลอดเวลา โดยเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย


ไฟเขียวครอบครัวละ 5 พัน

จากนั้นเวลา 10.00 น.นายสุเทพพร้อมคณะเดินทางแจกถุงยังชีพให้กับชาวบ้านที่ศาลาประชาคม อ.ไชยา โดยกล่าวกับประชาชนว่า นายกฯ เป็นห่วงประชาชนมาก อยากมาเยี่ยมพี่น้องที่ อ.ไชยา แต่ตนอาสามาเองเพราะเป็นเขตเลือกตั้งของตน โดยให้ทหารเตรียมถุงยังชีพหมื่นถุงมามอบให้พี่น้องที่เดือดร้อน ขณะเดียวกัน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำลังประชุมคชอ. เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ครม.ในวันที่ 4 เม.ย. เพื่อขอ 2 เรื่อง คือ ให้ช่วยคนที่ถูกน้ำท่วมเกิน 7 วัน โดยรัฐบาลจะช่วยครอบครัวละ 5 พันบาท นอกจากนั้นหากสวนไร่นาเสียหายก็ช่วยฟื้นฟูใหม่ โดยกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรี ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ แล้วให้ดูแลอย่าให้มีการฉ้อโกง และช่วยให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงรวดเร็ว

ขอให้อพยพอย่าห่วงข้าวของ
จากนั้นนายสุเทพและคณะเดินทางไปยังบ้านปากหมาก อ.ไชยา เพื่อเยี่ยมชาวบ้านที่ศูนย์อพยพพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม ที่ทางอำเภออพยพมาอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.ปากหมาก โดยนายสุเทพกล่าวกับชาวบ้านว่า ที่ จ.กระบี่ เกิดโคลนถล่มลงมาใส่หมู่บ้าน ซึ่งประชาชนบางส่วนเกิดความเสียหาย เพราะมัวห่วงข้าวของ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ได้ชักชวนให้อพยพแต่ไม่ยอมออกมา จนถูกดินโคลนถล่มสูญหายหลายคน ฉะนั้นหากทางราชการขอให้ช่วยกันอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก็ขอให้ปฏิบัติตาม ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องเผชิญด้วยความอดทน บ้านเรือนที่เสียหายรัฐบาลจะเข้ามาชดเชยให้

ผญบ.น้ำพัดยังไม่พบตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ้านปากหมาก ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ติดเชิงเขา สุ่มเสี่ยงต่อดินโคลนถล่มทางอำเภอจึงอพยพประชาชนมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา นายชำนาญ ไมอินทร์ อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ถูกน้ำพัดสูญหายไป ขณะออกไปช่วยชาวบ้านทำสะพานท่ามกลางสายฝน จนขณะนี้ยังไม่พบตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายคณะของนายสุเทพเดินทางไปยังวัดศรีสุวรรณ ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ และโรงเรียนกาญจนดิษฐ์ ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ เพื่อมอบถุงยังชีพให้กับประชาชน ผู้ประสบภัย โดยในบางช่วงขบวนรถของนาย สุเทพจะต้องขับรถลุยน้ำที่ท่วมสูงเป็นระยะด้วยท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง
(1)ตัดขาด - ภาพถ่ายทางอากาศสะพานเชื่อมทางเข้า อ.นบพิตำ จ.นครศรี ธรรมราช ถูกน้ำป่าซัดทำลายจนขาดสะบั้นนับ 10 เมตร ชาวบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นวันที่ 4 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.



(2)ทุลักทุเล - เจ้าหน้าที่ต้องใช้เชือกโรยตัวส่งเสบียงให้ชาวบ้านในเขต อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช หลังสะพานเชื่อมทางเข้าอำเภอถูกน้ำป่าซัดขาดจากโลกภายนอกมานานหลายวัน เมื่อวันที่ 31 มี.ค.



(3)ขวจมบาดาล - น้ำจากแม่น้ำตาปีไหลบ่าเข้าท่วมเขตชุมชนใน อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี สูงเกือบ 1 เมตร ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยทั่วภาคใต้มาก 20 ศพแล้ว เมื่อวันที่ 31 มี.ค.




อพยพ 3 หมู่บ้านหนีดินถล่ม
เวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิท เยนทร์ มุตตามระ รอง ผอ.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (ศชอ.) แถลงว่า สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ขณะนี้เริ่มคลี่คลายลง เนื่องจากปริมาณฝนเริ่มน้อยลง คาดว่าปริมาณฝนจะลดลงหลังวันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และจะหยุดตกสนิทหลังวันที่ 3 เม.ย.นี้ โดยกรมชลประทานรายงานว่า ขณะนี้ระดับน้ำล้นตลิ่งยังอยู่ในพื้นที่เดิมคือ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี และคาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากนั้นยังมี อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง อ.เมือง จ.สตูล และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส คาดว่าจะมีระดับน้ำล้นตลิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ มีพื้นที่เตือนภัยดินถล่มให้เตรียมพร้อมอพยพ 3 แห่ง คือบ้านพลุสมภาร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บ้านวังลุง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช และบ้านสระบัว อ.นาสาร จ.สุราษฎร์ธานี

ยอดตายภาคใต้ 13 ราย
ส่วนยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ที่ 13 ราย ที่ จ.นครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 1 ราย และสุราษฎร์ธานี 3 ราย ยังไม่รวมที่ จ.กระบี่ เพราะต้องรอการยืนยันตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง ส่วนผู้สูญหายมี 7 ราย สำหรับผู้เสียหายคาดว่าจะมีประมาณ 2.5 แสนครัวเรือน ไม่เกิน 3 แสนครัวเรือน โดยวันที่ 1 เม.ย. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะประ ชุมเพื่อประเมินกรอบวงเงินที่จะช่วยหลือเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท พร้อมมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ก่อนจะเสนอ ครม.เห็นชอบวันที่ 4 เม.ย.

นายวิทเยนทร์กล่าวว่า นายสาทิตย์ได้ประ สานให้นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ที่ติดตามเกาะต่างๆ และที่อพยพออกมาถึงฝั่งแล้ว ซึ่งสามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนของททท. 1672 และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 0-2356-0650 ด้านกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ได้ออกให้บริการกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่พบเป็นโรคน้ำกัดเท้า ไข้หวัด ทางเดินหายใจ และสุขภาพจิต


สั่ง ฮ.พร้อมสนับสนุนร.พ.
เวลา 15.45 น. ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายสุเทพเข้าตรวจเยี่ยมร.พ.กาญจนดิษฐ์ อ.กาญจนดิษฐ์ เพื่อสอบถามความยากลำบากในการทำงาน และให้กำลังใจแพทย์พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ และเยี่ยมผู้ป่วยที่พักฟื้นอยู่ภายในร.พ. ทั้งนี้ สภาพการสัญจรเข้าออกร.พ.เป็นไปด้วยความยาก ลำบาก เพราะถนนด้านหน้าร.พ.มีน้ำท่วมขังนานกว่า 3 วัน ระยะทางยาวกว่า 3 ก.ม. น.พ.เอกชัย มุกดาพิทักษ์ ผอ.ร.พ.กาญจนดิษฐ์ กล่าวว่า หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินทางร.พ.มีเฮลิคอปเตอร์จาก ร.พ.กรุงเทพฯ ในการขนย้ายผู้ป่วย ซึ่งล่าสุดขนย้ายผู้ป่วย 2-3 ราย จากเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ฯ และเขาพนม จ.กระบี่ เข้ามารักษา สำหรับการเดินทางเข้าออกของผู้ป่วยปกติและเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล ทางสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ได้จัดส่งรถผู้ต้องขังมาช่วยในการรับส่ง 1 คัน เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างลำบาก อย่างไร ก็ตามนายสุเทพได้สั่งการผบช.ภ.8 ให้เตรียมเฮลิคอปเตอร์ไว้สำรองใช้ในกรณีฉุกเฉินหากทางแพทย์ขอให้อำนวยความสะดวก


ทบ.ระดมทหารช่วยกระบี่
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พร้อมด้วยพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ลงพื้นที่ จ.กระบี่ และพื้นที่ใกล้เคียงที่ประสบปัญหาอุทกภัยเพื่อตรวจเยี่ยมและนำสิ่งของไปบรรเทาทุกข์

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า จะดูแลเรื่องการบริหารจัดการของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งจัดศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามี 8 จังหวัด 10 อำเภอ ประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ กองทัพได้เตรียมถุงยังชีพ คาดว่าจะถึงประชาชนช่วงสายวันที่ 31 มี.ค.นี้ นอกจากนี้เราได้รวบรวมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือทางการช่าง อากาศยาน รวมทั้งหน่วยแพทย์ลงไปในพื้นที่ เพราะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ จ.กระบี่ ร้องขอมา ซึ่งเป็นหน่วยแพทย์จากร.พ.พระมงกุฎเกล้า จะเข้าพื้นที่ 5-10 วัน และหากว่าจำเป็นต้องอยู่นานกว่านั้นต้องมีการสับเปลี่ยนกันจนกว่าจะจบภารกิจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนสั่งการไปยังพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ จ.กระบี่ เพื่อดูแลการปฏิบัติงานของกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 (ร.15 พัน 1) ว่าเพียงพอหรือไม่ พร้อมสั่งให้นำเครื่องมือการช่างเข้าไป เหตุการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างมีความรุนแรง ระดับน้ำสูงและไหลเชี่ยว ซึ่งไหลลงมาจากภูเขาด้วย ต้องหาทางแก้ปัญหาในอนาคตว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะบ้านของประชาชนที่อยู่บริเวณปากทางน้ำ หรือการปลูกต้นไม้ต่างๆ บนภูเขา


ในหลวง-พระราชินีทรงห่วง

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วง ประชาชนและพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งพระองค์ท่านพระ ราชทานเงินผ่านสภากาชาดไทย พระองค์ท่านส่งความห่วงใยไปถึงประชาชนทุกคนที่ยากลำบาก ส่วนพระราชวงศ์ทุกพระองค์ก็ทรงเป็นห่วง เพราะเหตุอุทกภัยครั้งนี้รุนแรงกว่าที่แล้ว เป็นความเดือดร้อนในระยะยาว และที่พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงคือ อาชีพของประชาชนที่ทำสวนยางพาราและสวนปาล์ม ซึ่งอาจเสียหายมาก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคตด้วย จึงอยากให้ทุกคนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านและฝากให้ทุกคนช่วยส่งกำลังใจรวมทั้งส่งเงินทอง ใครที่มีแรงมากก็ส่งมากหน่อย" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมื่อถามว่าได้สั่งการให้หน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไปในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้รวบรวมเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมไปไหนก็ได้ ซึ่งมีทั้งเรือ รถ และบางส่วนอาจต้องเดินเท้าด้วย และตนได้สั่งการให้ชุดค้นหาลงพื้นที่เพิ่มเติมโดยมีชุดสุนัขทหาร 15 ตัว เข้าไปหาบุคคลสูญหาย และดูในเรื่องความสูญเสียต่างๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 มี.ค.รับรายงานว่า มีคนหายและยังค้นหาเจอ คาดว่าเราจะค้นได้เจอคนสูญหายได้มากขึ้น


กรมชลฯอ้างอ่างถูกดินทับ
วันเดียวกัน กรมชลประทานชี้แจงว่า ตามที่มีข่าวเกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำ หรือฝายเก็บน้ำ อ.เขา พนม จ.กระบี่ แตก เป็นฝายคลองบางสร้าน หมู่ 7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม สร้างเมื่อปี 2540 เป็นฝายคอนกรีตขนาดเล็ก สูง 2 เมตร ยาว 18 เมตร ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค จากปริมาณฝนที่ตกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดดินถล่มลงมาทับพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ทำให้ฝายดังกล่าวถูกดินทับไปด้วย

นักท่องเที่ยวถึงสัตหีบ
วันเดียวกัน เวลา 07.00 น. พล.ร.ท.ฆนัท ทองพูล ผบ.กองทัพเรือ ภาคที่ 1 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ร.พ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ ทหารเรือ ทหารฐานทัพเรือสัตหีบ มารอรับและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือหลวงจักรีนฤเบศร เบื้องต้นนำนักท่องเที่ยวต่างชาติ 23 คน เดินทางไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จองเที่ยวบินเวลา 10.00 น. และนำนักท่องเที่ยว 40 คนไปส่ง จ.ชุมพร ส่วนที่เหลือทยอยขึ้นรถไปส่งยังกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา

ซึ่งช่วงเย็นวันนี้เรือหลวงสุโขทัยจะนำนักท่องเที่ยวที่ติดค้างที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 100 คน มาขึ้นท่าเทียบเรือจุกเสม็ด สัตหีบ ในช่วงเย็น ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรือหลวงแกลง เรือ ต.91 เดินทางมุ่งหน้าไปเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ ธานี เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่อีกประมาณ 500 คนนำขึ้นที่ท่าเทียบเรือจุกเสม็ด

ตร.ส่งกำลังช่วยทุกพื้นที่
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร. และพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ 10) ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยมีตัวแทนจาก บช.ภาค 8-9 และบช.ศชต. เป็นผู้ชี้แจง

พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า หลังจากเกิดน้ำท่วมภาคใต้ได้สั่งให้ตำรวจในพื้นที่เข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชน เบื้องต้นจัดกำลังตำรวจเข้าไป ทั้งบช.ภ.8-9 จัดส่งกำลัง 1,203 นาย รถบรรทุก 20 คัน เรือ 12 ลำ ส่วนบช.ตชด. ส่งกำลัง 751 นาย เรือ 15 ลำ รถบรรทุก 10 คัน บช.ก.ส่งกำลัง 300 นาย เรือ 64 ลำ บก.ทล.อำนวยความสะดวกผู้ใช้รถใช้ถนน พร้อมทั้งจัดทำป้ายเตือนตลอดเส้นทางน้ำท่วมและจัดหาทางเส้นเลี่ยง เนื่องจากทางหลักถูกน้ำท่วม และกองบินตำรวจส่งเฮลิคอปเตอร์ 8 ลำ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้

พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวอีกว่า พร้อมกำชับให้ตำรวจทุกหน่วยในภาคใต้ดูแลทรัพย์สินของประชาชน ที่ต้องอพยพออกจากที่พัก รวมไปถึงดูแลรถยนต์ของประชาชนที่นำมาจอดหนีน้ำท่วมบริเวณริมถนน พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยเตรียมทำแผนเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยหลังน้ำลด ในส่วนของตำรวจให้ทุกหน่วยสำรวจความเสียหายที่ได้รับผลกระทบ โดยให้พล.ต.อ.อดุลย์รับหน้าที่ตรวจสอบเยียวยา ซึ่งเบื้องต้นจะมอบเงินช่วยเหลือให้บช.ภ.8 จำนวน 3 แสนบาท และบช.ภ.9 จำนวน 2 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานีตำรวจที่ได้รับความเสียหายมี 8 แห่ง คือ จ.นครศรีธรรมราช มี สภ.ท่าศาลา สภ.ฉวาง สภ.ทุ่งใหญ่ และ จ.สุราษฎร์ธานี มี สภ.ท่าชนะ สภ.ท่าฉาง สภ.ดอนสัก สภ.บ่อผุด สภ.ไชยา


ถนนเสียหาย 139 สายทาง
นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทาง หลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า 12 จังหวัดที่ถูกน้ำท่วมได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นราธิวาส นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา พัทลุง ยะลา ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี กระบี่ มีทางที่อยู่ในความรับผิดชอบเสียหาย 139 สายทาง สัญจรได้ 81 สายทาง ไม่สามารถสัญจรได้ 58 สายทาง ความเสียหาย 1,100,695 ล้านบาท


บขส.ไปกระบี่ไม่ได้
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กก.ผจก.บขส. เปิดเผยว่า บขส.ยังให้บริการตามปกติในทุกเส้นทาง ยกเว้นสายกรุงเทพฯ-เขาพนม-กระบี่, กรุงเทพฯ-คลองท่อม-กระบี่ ซึ่งถนนขาด ส่วนในเส้นทางกรุงเทพฯ-อ่าวลึก-กระบี่ ยังเดินรถได้ตามปกติและเส้นทางกรุงเทพฯ-เกาะสมุย รถโดยสารไม่สามารถข้ามฟากไปยังเกาะสมุยได้ สามารถรับ-ส่งผู้โดยสารได้ที่ท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานีเท่านั้น สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ- ระนอง ขณะนี้เดินรถได้แล้ว

ส่วนสถานีเดินรถนครศรีธรรมราชมีน้ำท่วมขัง 1.70 เมตร จึงย้ายมาให้บริการที่ ถ.กระโรม ทางเข้าสถานีเดินรถนครศรีธรรมราช สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช จะเลี่ยงไปใช้เส้นทาง อ.ทุ่งสง สอบถามข้อมูลได้ที่ 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง


ปิดเส้นทางรถไฟสายใต้
นางนวลอนงค์ วงษ์จันทร์ หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์ รฟท. รายงานว่า รถไฟสายใต้ไม่สามารถเดินรถผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จึงต้องหยุดการเดินรถ เนื่อง จากทางเสียหายหลายช่วง ได้แก่ ช่วงสถานีไชยา-ท่าฉาง ขณะนี้น้ำลดแล้ว สภาพทางเสียหายมาก ยังไม่เปิดทาง ช่วงสถานีท่าฉาง-คลองไทร ขณะนี้ระดับน้ำต่ำกว่าสันราง มีทางขาด 150 เมตร คอสะพานชำรุด

ย่านสถานีหลักช้าง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ระดับน้ำสูงเหนือสันราง 10 เมตร น้ำพัดพาหินสูญหาย 5 เมตร สายคีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างที่หยุดรถเขาหลุง-บ้านยาง น้ำท่วมเหนือสันราง 40 ซ.ม. สายชุมทางทุ่งสง-กันตัง ระหว่างสถานีที่วัง-ห้วยยอด มีปริมาณน้ำท่วมขยายวงกว้างในหลายจุด อาทิ บริเวณย่านสถานีที่วัง ระดับน้ำสูงเหนือสันราง 20-30 ซ.ม. เป็นหลุมเป็นแอ่งหลายจุด และหินถูกพัดสูญหายหลายจุดเช่นกัน ระยะทางกว่า 35 เมตร และ 80 เมตร สายชุมทางเขาชุมทอง-นครศรีธรรมราช ระหว่างสถานีโคกคราม-นครศรีธรรมราช น้ำท่วมเหนือสันราง 1.50 เมตร ระยะทางกว่า 2,500 เมตร

เพื่อความปลอดภัยในการเดินรถ การรถไฟฯ จึงได้ประกาศงดการเดินรถไฟในเส้นทางสายใต้ ผู้โดยสารขอรับเงินค่าโดยสารคืนได้เต็มราคาที่นายสถานีรถไฟทุกแห่ง ไม่เกิน 15 วัน หรือสอบถามโทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง


8 จังหวัดสูญแล้วกว่า 300 ล.
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 8 จังหวัด 81 อำเภอ 514 ตำบล 4,014 หมู่บ้าน ชาวบ้านเดือดร้อน 239,160 ครัวเรือน 842,324 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 4 หลัง เสียหายบางส่วน 132 หลัง ถนนเสียหาย 1,593 สาย มีผู้เสียชีวิต 13 ราย จ.นครศรีธรรมราช 9 ราย จ.พัทลุง 1 ราย จ.สุราษฎร์ธานี 3 ราย

แบ่งเป็น จ.นครศรีธรรมราช น้ำท่วม 23 อำเภอ 161 ตำบล 1,366 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 96,714 ครัวเรือน 329,272 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 163,969 ไร่ เสียชีวิต 9 ราย เสียหายเบื้องต้น 300 ล้านบาท

จ.พัทลุง น้ำท่วม 11 อำเภอ 65 ตำบล 600 หมู่บ้าน 65 ชุมชน ราษฎรเดือดร้อน 44,508 ครัวเรือน 176,669 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 40,754 ไร่ เสียชีวิต 1 ราย จ.สุราษฎร์ธานี น้ำป่าไหลหลาก 17 อำเภอ 106 ตำบล 767 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 53,651 ครัวเรือน 199,709 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 157,992 ไร่ เสียชีวิต 3 ราย เสียหาย 6.8 ล้านบาท

จ.ตรัง น้ำป่าไหลหลาก 7 อำเภอ 47 ตำบล 330 หมู่บ้าน 3 เทศบาล ราษฎรเดือดร้อน 5,957 ครัวเรือน 17,889 คน จ.ชุมพร น้ำป่าไหลหลาก 7 อำเภอ 1 เทศบาลเมือง 40 ตำบล 381 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 18,6841 ครัวเรือน 55,385 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 1,242 ไร่ เสียหาย 30.9 ล้านบาท จ.สงขลา น้ำป่าไหลหลาก 2 อำเภอ 14 ตำบล 73 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 9,375 ครัวเรือน 28,144 คน

จ.กระบี่ น้ำป่าไหลหลาก 7 อำเภอ 37 ตำบล 209 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 3,260 ครัวเรือน 9,785 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 150 ไร่ และ จ.พังงา น้ำท่วม 7 อำเภอ 44 ตำบล 288 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 7,011 ครัวเรือน 26,506 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 35 ไร่


ถนนขาด 21 สาย
ส่วนถนนที่ได้รับผลกระทบมีทั้งหมด 21 สาย ดังนี้ จ.นครศรีธรรมราช เส้นทาง 4186 โรงเหล็ก-กรุงชิง อ.นบพิตำ น้ำท่วมสูง 70 ซ.ม. ที่ก.ม.1-2 เส้นทาง 4015 ลานสกา-ฉวาง อ.ช้างคลาง น้ำท่วมสูง 170 ซ.ม. ที่ก.ม.33-34 ให้ใช้สาย 4230 ตอนนาบอน-ทุ่งสง แทน, เส้นทาง 4151 ควนหนองหงส์-ตรัง ท้องที่ อ.ทุ่งสง ดินสไลด์ปิดทับผิวทาง ที่ก.ม.42-44 ใช้สาย 403 กะปาง-ทุ่งสง แทน

จ.ตรัง เส้นทาง 4 ตรัง-เขาพับผ้า อ.นาโยง น้ำท่วมสูง 65 ซ.ม. ที่ก.ม.1110-1115 ใช้สาย 419 ทาง เลี่ยงเมืองตรังแทน, เส้นทาง 4151 หนองบัว-รัษฎา อ.รัษฎา น้ำท่วมสูง 40-70 ซ.ม.เป็นแห่งๆ, เส้นทาง 4270 ห้วยยอด-พัทลุง อ.ห้วยยอด ดินสไลด์ปิดทับคันทาง ใช้ทางหลวงชนบทแทน, เส้นทาง 4258 บ้านซา-เดือยพร อ.ห้วยยอด น้ำท่วมสูง 40 ซ.ม. ให้ใช้สาย 4225 ตอนหนองนา-บ้านซา แทน, เส้นทาง 4269 คลองมวน-คลองโกง ท้องที่ อ.ห้วยยอด น้ำท่วมสูง 40 ซ.ม. ใช้ทางหลวงชนบทแทน

จ.สุราษฎร์ธานี เส้นทาง 4112 ท่าชนะ-ไชยา อ.ไชยา น้ำท่วมสูง 120 ซ.ม.เป็นแห่งๆ ใช้สาย 4 ท่าชนะ-พุนพิน แทน, เส้นทางสมอทอง-ชายทะเล ท้องที่ อ.ท่าชนะ น้ำท่วมสูง 50 ซ.ม. ใช้สายท่าชนะ-พุนพิน แทน เส้นทาง 4185 คชาธาร-วัดมูลเหล็ก อ.ไชยา น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม.เป็นแห่งๆ ไม่มีสายทางทดแทน, เส้นทาง 4191 บ้านสงขลา-ไชยา อ.ไชยา คอสะพานขาดและน้ำท่วมสูง 50 ซ.ม.เป็นแห่งๆ ไม่มีสายทางทดแทน, เส้นทาง 4247 หนองไทร-ยวนสาว อ.คีรีรัฐนิคม น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม. ให้ใช้สาย 401 ตอนบ้านตาขุน-พุนพิน แทน

เส้นทาง 4251 ห้วยไผ่-น้ำดำ อ.ท่าชนะ น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม. ที่ก.ม.9-10 ใช้เส้นทางสาย 4192 ตอนห้วยไผ่-น้ำดำ แทน, เส้นทาง 4259 ทุ่งตาเพชร-ห้วยสลิง อ.ท่าชนะ น้ำท่วมสูง 60 ซ.ม.ที่ก.ม.11-12 และคอสะพานชำรุด ใช้สาย 4265 บ้านชายทะเล-ท่าชนะ แทน, เส้นทาง 4142 บ้านเนียง-ดอนสัก ท้องที่ อ.ดอนสัก น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม. ใช้สายบ้านใน-นครศรีธรรม ราช แทน, เส้นทาง 4169 รอบเกาะสมุย ท้องที่ อ.เกาะสมุย น้ำท่วมสูง 120 ซ.ม. ใช้ทางเทศบาลแทน, เส้นทาง 4248 ท่าเรือใต้-เขาหัวควาย อ.บ้านนาเดิม คอสะพานขาด ใช้สายสุราษฎร์ ธานี-ตะกั่วป่า แทน, เส้นทางกระบี่-ควนสว่าง อ.ชัยบุรี น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม.ที่ก.ม.35-37 ใช้สายพังงา-โสภา แทน จ.กระบี่ เส้นทาง 4037 คลองเหนือ-เขาพนม อ.เขาพนม น้ำท่วมสูง 100 ซ.ม. ใช้สายอ่าวลึก-สุราษฎร์ธานี แทน, เส้นทาง 4236 แพรก-อ่าวคง ที่ อ.ห้วยยอด น้ำท่วมสูง 80 ซ.ม. ใช้สายห้วยยอด-อ่าวคง แทน


สธ.สรุปเสียชีวิต 20 ราย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังมีน้ำท่วม 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง พังงา ชุมพร และสงขลา มีสถานบริการสาธารณสุขถูกน้ำท่วม 77 แห่ง เป็นร.พ. ชุมชน 1 แห่ง คือ ร.พ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรม ราช ที่เหลืออีก 76 แห่ง เป็นร.พ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล ส่วนใหญ่น้ำท่วมชั้นล่าง ยังเปิดให้บริการได้ ยกเว้น 3 แห่งต้องปิดคือ ร.พ.สต.พ้อแดง อ.หลังสวน จ.ชุมพร น้ำท่วมสูง 2 เมตร และ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ที่ร.พ.สต.ไทรทอง น้ำท่วมหลังคา ร.พ.สต.สองแพรก น้ำท่วมถึงชั้น 2 ส่วนร.พ.ท่าศาลา พบว่า น้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องกู้เครื่องปั่นไฟยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ขอให้ประชาชนใช้บริการที่ร.พ.ใกล้เคียง 3 แห่งคือ บ้านโรงเหล็ก อ.นบพิตำ บ้านดอนไคร ต.กราย และต้นเลียบ อ.ท่าศาลา

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้เสียชีวิตขณะนี้พบแล้ว 20 ราย คือ นครศรีธรรมราช 11 ราย สุราษฎร์ธานี 4 ราย กระบี่ 4 ราย และพัทลุง 1 ราย ส่วนสถานการณ์ที่ร.พ.เขาพนม มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 3 ราย และมีผู้ป่วย 44 ราย เป็นชาย 14 ราย หญิง 15 ราย เด็ก 12 ราย ขณะนี้ยังนอนรักษาที่ร.พ.เขาพนม 17 ราย ส่งรักษาต่อที่ร.พ.กระบี่ 2 ราย ล่าสุดมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 130 คน สาหัส 10 คน

สำหรับบุคลากรร.พ.เขาพนมที่ไม่เพียงพอดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้มีทีมแพทย์-พยาบาลร.พ. วชิระภูเก็ต ส่งรถและอุปกรณ์การแพทย์ช่วยล่วงหน้าตั้งแต่วานนี้ และส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว

รวม 8 คน พร้อมสั่งการแพทย์จากร.พ. เหนือคลอง จ.กระบี่ 2 คน ออกไปช่วยที่ร.พ. เขา พนมด้วย คาดว่าจะเพียงพอในการดูแลสถานการณ์ที่อ.เขาพนม

นายกฯดูอ่างเขาพนมแตก

วันเดียวกัน เวลา 12.30 น. ที่ขส.ทบ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ พร้อมด้วย นาย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล และนายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางโดยเที่ยวบินพิเศษ ลงพื้นที่จ.กระบี่ เพื่อตรวจดูจุดดินถล่ม หมู่ 7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม และให้กำลังใจญาติของผู้เสียชีวิต พร้อมตรวจเยี่ยมและแจกถุงยังชีพ ที่วัดถ้ำโกบ อ.เขาพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะของนายอภิสิทธิ์ มาถึงสนามบินกระบี่ นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าฯ กระบี่ บรรยายสรุปสถาน การณ์อุทกภัยของจังหวัด และรายงานยอดผู้เสียชีวิต 6 ราย จากเหตุโคลนถล่มที่เขาพนม รวมถึงกรณีผบ.ทบ.มอบเงินอุดหนุนซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายหลังละ 3 หมื่นบาท และขอเงินจากกาชาดช่วยหลังละ 2 หมื่น และของบประมาณปี 2555 จำนวน 1.5 ล้านบาท เพื่อทำแนวเขตป่าเขาพนม ป้องกันดินโคลนถล่ม


มอบเงินช่วยเหยื่อดินถล่ม
นายกฯ กำชับผู้ว่าฯ ให้เตือนภัยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงให้ประชาชนรับทราบ และให้รีบอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน เพราะประชาชนในพื้นที่ที่ไม่เคยประสบภัยจะนึกสถานการณ์ไม่ออก และธรรมชาติจะไม่ยอมออกจากพื้นที่เพราะเป็นห่วงบ้าน ดังนั้นต้องเตือนให้คำนึงถึงความปลอดภัยก่อนอื่น

จากนั้น คณะนายกฯ ออกเดินทางไปยัง ต.หน้าเขา อ.เขาพนม และเดินสำรวจพื้นที่ที่ยังเต็มไปด้วยโคลนและซากต้นไม้ จากนั้นเดินทางไปที่วัดถ้ำโกบ หมู่ 2 ที่เป็นศูนย์อพยพเพื่อเยี่ยมประชาชน และมอบเงินให้กับญาติผู้เสียชีวิตรายละ 5 หมื่นบาท


น้ำท่วมซ้ำรพ.มหาราชนครศรีฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 03.00 น. เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมถนนหน้า ร.พ.มหาราช นครศรีธรรมราช สูง 30-50 ซ.ม. รถไฟผ่านไปมาด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องนำกระสอบทรายมากั้นประตูเพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล โดยมีนายณัฐวุฒิ ภารพบ รองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรม ราช เดินทางมาสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทา สาธารณภัยเทศบาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ เร่งนำกระสอบทรายมาปิดที่หน้าโรงพยาบาลเพิ่มอีก เนื่องจากเกรงว่าน้ำจะทะลักเข้าไปภายในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามรอบโรงพยาบาลมีน้ำท่วมสูง 50-70 ซ.ม. น้ำทะลักเข้าไปท่วมบ้านเรือน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันอพยพชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย รวมทั้งในเขตเทศบาลนครนครศรี ธรรมราชที่มีน้ำท่วมสูงกว่า 3-4 วันที่ผ่านมา ซึ่งระดับน้ำในตรอกซอกซอยต่างๆ ของเขตเทศบาลนั้นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะถ.พัฒนา การคูขวาง ตั้งแต่สี่แยกคูขวางไปจนถึงสามแยกนาหลวงระยะกว่า 6 ก.ม. มีน้ำท่วมสูงรถเล็กไม่สามารถผ่านไปมาได้

ระลอก 2 ขึ้นจากเกาะเต่า
วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. พล.ร.ท.ฆนัท ทองพูล ผบ.กองทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมเจ้าหน้าที่รับนักท่องเที่ยวชุดที่สอง ซึ่งเรือหลวงสุโขทัยไปรับจากเกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 125 คน ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง ที่ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยจัดรถโดยสารปรับอากาศ และรถขสมก.มารอรับ นำไปส่งสนามบินสุวรรณภูมิ และเมืองพัทยา

ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย เรือหลวง แกลง และเรือตรวจการณ์ 91 เร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี อีกประมาณ 400-500 คน และจะกลับขึ้นฝั่งที่ท่าเรือจุกเสม็ด ในวันที่ 1 เม.ย.


ไปตัดปาล์มจมน้ำดับ
วันเดียวกัน เวลา 16.00 น. ร.ต.อ.ฉัตรชัย นวลจริง ร้อยเวรสภ.หลังสวน จ.ชุมพร รับแจ้งพบผู้เสียชีวิต ที่หมู่ 15 ต.นาพญา ไปตรวจสอบพบน้ำท่วมสูง 80 ซ.ม. ใต้ต้นปาล์มพบศพนายจรัญ ขนุนอ่อน อายุ 38 ปี สภาพศพขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาหลายวันแล้ว จึงนำศพไปชันสูตรที่ร.พ.หลังสวน แพทย์ลงความเห็นว่าจมน้ำตาย สอบสวนทราบว่า นายจรัญบอกกับเจ้าของสวนปาล์มว่าจะออกไปตัดปาล์มเมื่อ 3-4 วันก่อนแล้วหายไป คาดว่าระหว่างนั้นเกิดน้ำหลากทำให้จมน้ำเสียชีวิตดังกล่าว


วอนช่วย 17 ชาวประมง
เวลา 14.30 น. กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านหลายสิบคน ในพื้นที่หมู่ 9 ต.สวนแตง อ.ละแม จ.ชุมพร เข้าร้องเรียนต่อทางราชการว่า มีชาวประมงพื้นบ้านในต.สวนแตง 20 คน ออกทะเลวางลอบดักหมึก บริเวณทะเลหน้าอ่าวละแม ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. แล้วไม่สามารถกลับเข้าฝั่งได้ ขณะนี้ไม่มีอาหารกินมานานถึง 5 วันแล้ว อีกทั้งไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องนอนตากลมตากฝนอยู่บนเกาะอ่างทองกลางทะเล ห่างจากฝั่งร่วม 50 ก.ม. ติดต่อกันได้เฉพาะตอนที่ชาวประมง ดังกล่าวโทร.เข้ามาขอความช่วยเหลือเท่านั้น อีกทั้งยังมีชาวประมงที่อายุยังน้อยได้รับบาดเจ็บ และเริ่มมีอาการป่วยบ้างแล้ว จึงขอความช่วยเหลือด้วย


น้ำพัดติดยอดปาล์มสูญ 1
ร.ต.ท.วิทยา จงไกรจักร ร้อยเวรสภ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งมีคนถูกน้ำป่าพัดจมหายไป 4 คน ที่หมู่ 10 ต.สิชล อ.สิชล ให้ช่วยออกติดตามด้วย จึงระดมกำลังและชาวบ้านส่วนหนึ่ง ไปยังที่เกิดเหตุบนถนนสายสิชล-สุราษฎร์ ซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยวกรากรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ขณะที่กำลังออกค้นหาอยู่นั้นได้ยินเสียงร้องให้ช่วยออกมาจากสวนปาล์ม จึงนำเรือออกไปดูพบ 3 คนแม่ลูกคือ นางเปลี่ยว คงนาคา อายุ 40 ปี และลูกชาย 2 คน อายุ 8 ขวบ และ 12 ปี ติดอยู่บนยอดปาล์มจึงช่วยนำขึ้นเรือออกมายังที่ปลอดภัย

จากการสอบถามนางเปลี่ยวทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อคืนวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ตนและครอบครัวขับรถยนต์โตโยต้าสีบรอนซ์ ทะเบียน ปท-7129 จันทบุรี มาจาก จ.จันทบุรี โดยมีนายวรรณยุต มานะจิต อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 256 หมู่ 14 ต.คลองนาราย อ.เมือง จ.จันทบุรี สามี เป็นผู้ขับ จะไปทำบุญบิดาของนายวรรณยุตที่บ้าน ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อขับรถมาถึงหน้าบริษัทโตโยต้านครศรีธรรมราช สาขาสิชล มีรถจอดอยู่หลายสิบคัน เนื่อง จากน้ำท่วมถนนสูงและน้ำเชี่ยวกราก แต่นายวรรณยุตเห็นรถสิบล้อขับออกไป จึงตัดสินใจขับตามไปด้วย เมื่อมาได้สักพักเครื่องยนต์ดับ จึงปีนออกมานอกหน้าต่างและเดินกลับมายังฝั่งที่ไม่มีน้ำขณะนั้นน้ำได้กระชากคนทั้ง 4 จมตกลงไปในน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ซึ่งตนและลูกสามารถขึ้นมาอยู่บนต้นปาล์มได้ ส่วนสามีหายไปและยังไม่พบตัว


สาวท้องนบพิตำดับ 1
เวลา 17.00 น. พล.ต.เดชา กิ่งวงศา รองแม่ทัพภาคที่ 4 นายพรชัย กังสนันท์ ปลัดจังหวัดนครศรีฯ พล.ต.ต.กระจ่าง สุวรรณรัตน์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าไปยัง อ.นบพิตำ พร้อมลำเลียงเสบียงอาหารเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้น และมีการขนย้ายเด็กและคนเจ็บและศพของนางสมใจ รัตนแก้ว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150/8 หมู่ 2 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ ออกมาจากพื้นที่ โดยวันที่ 1 เม.ย. จะมีการนำเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ มาขนย้ายคนใน อ.นบพิตำ โดยจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เช้า ซึ่งวันนี้ได้เข้าไปประสานกับชาวบ้านให้มารวมกันในจุดที่กำหนดไว้ 5 จุด และจะมีการเข้าไปลำเลียงออกมา นอกจากนี้มีผู้หญิงท้องแก่จมน้ำเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายด้วย


ตชด.รุดช่วย 3 หมู่บ้านนครศรีฯ
เวลา 17.00 น. ร.ต.ท.ขวัญชัย มายะเฉียว ผบ.มว.กก.ตชด.42 ค่ายศรีนครินทรา อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นำเจ้าหน้าที่ตชด.เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน 3 หมู่บ้าน ที่ถูกโคลนถล่มจากภูเขา หมู่ 13 และหมู่ 15 ต.เทพราช และหมู่ 10 ต.ฉลอง อ.สิชล ซึ่งเป็นรอยต่อ 3 หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องติดอยู่ในพื้นที่อยู่เป็นเวลานาน กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้าให้การช่วยเหลือ และอพยพออกจากหมู่บ้านซึ่งอยู่ในเชิงเขา เบื้องต้นกำลังตชด.มอบถุงยังชีพเป็นการเบื้องต้น และอพยพชาวบ้านกว่า 400 คน ไปอาศัยที่หมู่ 8 ต.เสาเภา อ.สิชล เนื่องจากบริเวณที่ดินโคลนถล่ม ไฟฟ้าถูกตัดมา 2-3 วันแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ กระทั่งมาเกิดดินโคลนถล่มดังกล่าว


ควายทะเลน้อยตายกว่าร้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.พัทลุงว่า หลังจากเกิดฝนตกหนักและมีน้ำท่วมเป็นเวลาหลายวัน และสัตว์เลี้ยงเริ่มขาดอาหารและหญ้า เนื่องจากแปลงหญ้าจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานและเน่าเสีย ล่าสุดควายของเกษตรกรทะเลน้อย อ.ควนขนุน ตายลงจำนวนมาก

นายพัน จงบุรี ชาวบ้านบ้านทะเลน้อย ต.พะนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง กล่าวว่า ตนเลี้ยงควายปล่อยให้ดำน้ำหากินในทะเลสาบมานานแล้ว และเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมสูงในพื้นที่พัทลุง และมีลมแรงน้ำทะเลหนุน ทำให้ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงปล่อยไว้ในทะเล 2,000 ตัว ไม่มีที่หลบภัยและไม่สามารถดำน้ำกินหญ้าได้ ทำให้หมดแรงถูกกระแสน้ำพัดพาลอยตายหลายตัว ล่าสุดพบว่าเหลืออยู่ 100 ตัวเท่านั้น และขณะนี้ได้ต้อนฝูงควายไปอยู่บนถนน และไปดำน้ำตัดหญ้าใต้น้ำนำมาเลี้ยงควายวันละ 2 ลำเรือ

ส่วนกรณีด.ช.กิตติยศ เกาะทองคำ อายุ 13 ปี อยู่บ้านเลขที่ 193 หมู่ที่ 5 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ถูกกระแสน้ำพัดหายลงไปในลำคลอง ทางหน่วยกู้ภัยพัทลุงการกุศลมูลนิธิ ได้งมหาศพขึ้นมาได้แล้ว โดยลอยน้ำห่างจากจุดเกิดเหตุ 300 เมตร


กระบี่ยืนยันตาย 5 หาย 5
นายวิสุทธิวงศ์ อนันตพงศ์ ปลัดจังหวัดกระบี่ หัวหน้าทีมชุดค้นหาผู้สูญหายกรณีน้ำและดินโคลนถล่มเขาพนม เปิดเผยว่า หลังจากระดมเจ้าหน้าที่เข้าค้นหาผู้สูญหายในพื้นที่ ซึ่งเต็มไปด้วยดินโคลนและเศษซากไม้ที่ปรักหักพักทับถมจำนวนมาก ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เบื้องต้นหยุดค้นหาเวลา 16.00 น. เนื่อง จากในพื้นที่ไม่มีไฟส่องสว่าง มีตัวเลขยืนยัน ชัดเจนอีก 5 รายที่เหลือในวันที่ 1 เม.ย. ต่อไป

สำหรับยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้ยืนยันแล้ว 5 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อ ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 40 ราย แต่ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บเล็กน้อยทำให้ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ไม่ประสงค์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยได้ขอกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวที่ศูนย์อพยพทั้ง 3 แห่งในพื้นที่ อ.เขาพนม เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากกว่าเมื่อได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว


นบพิตำ 9 พันคนติดบนเขา
นายสุรเชษ แก้วมี รองนายกอบต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า อ.นบ พิตำเดือดร้อนอย่างหนักมี 13 หมู่บ้าน ไม่สามารถติดต่อโลกภายนอกได้นาน 4 วันแล้ว เนื่องจากสะพานขาด มีชาวบ้าน 9,000 คน เดือดร้อน โดยเฉพาะต.กรุงชิงหมู่ 1-11 และ ต.นบพิตำ หมู่ 2,7 เดือดร้อนไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ทางเดียวเท่านั้น วันนี้ท้องฟ้าเปิด เฮลิคอปเตอร์ของทหารนำอาหารแห้งมาแจกให้กับประชาชนที่เดือดร้อน และช่วยนำผู้ป่วยหลายคนรวมทั้งผู้หญิงท้องแก่ไปส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ในต.นบพิตำ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นแม่และลูกสาว ถูกน้ำพัดหายไปศพแม่พบแล้วแต่ลูกสาวยังไม่เจอ

ด้านนายนิกร พ่วนอุ้ย อายุ 39 ปี กล่าวว่า ภรรยาชื่อน.ส.ชลธิรา ทองเกิด อายุ 23 ปี ท้องแก่ถึงกำหนดคลอด แต่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ เนื่องจากถนนถูกน้ำกัดคอสะพานขาด มาเป็นเวลา 4 วันแล้ว ไฟฟ้าก็ดับ วันนี้ภรรยาเจ็บท้องอย่างรุนแรงใกล้คลอด จำเป็นต้องขอขึ้นเครื่องบินทหาร เพื่อให้ไปส่งที่โรงพยาบาลนบพิตำ คิดว่าหากท้องฟ้ายังปิดต่อไปอีกสองสามวันชาวบ้านจะเดือดร้อนเพิ่มขึ้น เพราะการช่วยเหลือจะทำได้ยากลำบากเพิ่มขึ้น


ตาปี-พุมดวงถล่มสุราษฎร์ฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ขณะนี้ในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำสายหลัก 2 สาย ไหลบ่าเข้าท่วมใน 8 อำเภอ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยสายแรกเป็น แม่น้ำตาปี ไหลจาก อ.ฉวาง จ.นครศรี ธรรมราช เข้าสู่พื้นที่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ผสมกับมีน้ำจากคลองสินปุน จ.กระบี่ ไหลมาลงที่ อ.พระแสง อ.เวียงสระ และเคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี และลงพื้นที่ด้านล่างเข้าท่วม อ.บ้านนาสาร อ.บ้านนาเดิม และอ.พุนพิน

ส่วนอีกสาย คือ แม่น้ำพุมดวง ซึ่งมีต้นน้ำจากเขื่อนรัชชประภา ไหลลงมาท่วม อ.บ้านตา ขุน อ.คีรีรัฐนิคม อ.พุนพิน ซึ่ง อ.พุนพิน จะรับน้ำจากทั้งสองทาง ทำให้เสียหายอย่างหนัก ก่อนจะไหลลงทะเล ที่อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ความเสียหายของบ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำทั้งสองสายนี้ประมาณ 10,000 หลังคาเรือน

นอกจากนี้ถนนทุกสายที่เข้าตัวเมืองสุราษฎร์ ธานีไม่สามารถสัญจรไปมาได้ สะพานหลายแห่งถูกกระแสน้ำตัดขาด โดยเฉพาะสะพานยาวบนถนนสายสุราษฎร์ธานี-กระบี่ ถูกน้ำซัดคอสะพานจนพื้นยุบตัวลง เนื่องจากมีระดับน้ำท่วมสูง ส่วนที่โรงพยาบาลท่าโรงช้าง ต.ท่าโรงช้าง เวลาประมาณ 20.20 น. มีน้ำเข้าท่วมสูงประมาณ 50-100 ซ.ม. ทำให้ต้องอพยพผู้ป่วย 51 คน เพื่อไปไว้ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ ธานี แต่ประสบปัญหาไม่มีทางไป ซึ่งต้องรอการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakF4TURRMU5BPT0%3D§ionid=TURNd01RPT0%3D&day=TWpBeE1TMHdOQzB3TVE9PQ%3D%3D
นสพ.ข่าวสดออน์ไลน์ 1 เมษายน 2554