วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

นักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"


"ยุบ สทศ. สมศ."
สมพงษ์ จิตระดับ ชำแหละนักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"
เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ”


ภายหลังการประกาศผลโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดรสมพงษ์ จิตระดับ ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย...

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผล โอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ

การออกข้อสอบยากมากเหมือนกับข้อสอบแข่งขันโอลิมปิก บางคำถามต้องตอบตัวเลือกให้ถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ข้อสอบจากที่เคยเป็นปรนัยปีนี้กลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แถมยังให้เวลาน้อยนิด

เด็กหลายคนเลือกทำอัตนัยแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงลดลงเลย ประเด็นสำคัญที่โดนพูดถึงคือ การออกข้อสอบโดยอาจารย์สาธิต ซึ่งเป็นแนววิเคราะห์มาก ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้เรียนสาธิตก็สอบตกหมด อาจารย์ไม่สนใจในการสอนเพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำภารกิจส่วนตัวเรื่องเลื่อนวิทยฐานะครู ทำให้คุณภาพการสอนในห้องเรียนไม่มี เด็กส่วนใหญ่ก็หันไปทุ่มเงินเรียนพิเศษ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีเงิน

“ถ้าให้พูดตรงๆ ถ้าไม่เรียนพิเศษหนูและเพื่อนๆ ก็ไม่ติดหมอหรอก แต่ถามจริงๆ มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนพิเศษถ้าครูในห้องตั้งใจสอนไม่ได้กั๊กเอาไว้และแนะนำให้เราไปเรียนพิเศษปกติเรียนวันละ 8 ช.ม.ไปเรียนพิเศษถึง 2 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ตี 1 อึดๆ ทึกๆ เพื่อรับมือกับข้อสอบที่ออกมายากๆ โรงเรียนก็มีมาตรฐานไม่เท่ากัน เด็กก็รวยจนไม่เท่ากันเงินเรียนพิเศษก็ไม่มีแล้วกระทรวงศึกษา สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ทำอะไรบ้างไหม ก็เปล่า...?”

เป็นคำพูดที่สะท้อนปัญหาของเหล่านักเรียนได้อย่างดี

ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย


Q : ในฐานะคนที่คลุกคลีด้านการศึกษามา ดูผลประกาศว่าเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร

A : จริงๆ มันตกร่วงมา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการปฏิรูปรอบแรกกับปฏิรูปรอบนี้ แล้วผลที่ออกมาถามว่าสะท้อนอะไรผมมองว่ามันคือการวัดผลประเทศเรานี้ คือการสอบเป็นกระบวนการที่สอบแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรประการแรกเลยเด็กจึงไม่ตั้งใจสอบ เพราะคิดว่าสอบไปทำอะไร ถึงสอบตกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ สอบตกก็ไม่เลื่อนชั้น

อีกอย่างบ้านเรามันใช้วิธีการจับฉลากเข้าเรียนแล้ว การสอบมันเยอะเกินไป คืออย่างปีนี้ ตารางสอบโอเน็ตกับแกทแพทห่างกันไม่มาก คนจึงหันไปทุ่มกับแกทแพท เพราะเวลาเข้ามหาวิทยาลัยต้องใช้คะแนนนี้ถึง 50% ขณะที่โอเน็ตใช้เพียง 30% และเป็นข้อสอบที่มีเนื้อหาอยู่ในหลักสูตร ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม เฉพาะที่เรียนในห้องเรียนก็น่าจะทำได้เลยไม่ค่อยตั้งใจสอบคะแนนโอเน็ตในภาพรวมก็เลยออกมาต่ำ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือว่าปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนฉะนั้นเราจะเห็นว่าเด็กที่จะสอบภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง 3 วิชา มันจะสอบภาษาไทยกับสังคม แล้วภาษาอังกฤษมันจะทิ้ง ทำให้คะแนนภาษาอังกฤษออกมาแบบที่เห็นก็คือตกมากมาย สทศ. เริ่มมีแนวข้อสอบที่หลากหลาย บางคำถามต้องตอบถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ส่วนข้อสอบที่เคยเป็นปรนัยมาปีนี้กับปีที่แล้วกลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แล้วก็จำกัดเวลา หลายคนจึงเลือกทำอัตนัยก่อนแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงห่วยอย่างที่เห็น


Q : อาจารย์กำลังบอกว่าข้อสอบแปลกๆ ของ สทศ.(สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)ก็มีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาแบบที่คนช็อก คือสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศ...?
A : ใช่ เรื่องข้อสอบ ประเด็น กระบวนการสอบ เหล่านี้ก็มีผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลคือกลุ่มคนที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิตทั้งหมด อาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ ไม่มีส่วนในการออกข้อสอบนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสอบมันจึงยาก (เน้นเสียง) ข้อสอบเป็นลักษณะในเชิงวิเคราะห์มาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนสาธิต เด็กสาธิตจึงทำได้ไม่บ่น แต่เด็กโรงเรียนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะเน้นความรู้ความจำ เน้นเรียนจากหนังสือ ไม่เน้นวิเคราะห์ ข้อสอบที่ออกมาจึงมันขัดแย้งกับตัวเด็ก แล้วตัวผู้ออกข้อสอบนั้นก็ไม่ได้สอนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศด้วย อันตรายมากๆ


Q : แล้วอาจารย์ที่ออกข้อสอบเหล่านี้ใครเป็นคนคัดเลือก
A : สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) กำหนดว่าต้องเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต ฉะนั้นกลุ่มผู้ออกข้อสอบกับเด็กที่สอบนี้ไม่ใช่ครูและนักเรียนโดยตรง อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นจากการลงภาคสนามของผมมาตลอด ผมลงไปทำเรื่องสภาเด็ก ทำเรื่องเยาวชนมากมาย พวกเขาบอกว่าเด็กๆ กังวลมากว่าอนาคตข้างหน้า ครูบาอาจารย์จะทิ้งเด็กไม่สอนหนังสือ ไม่ทุ่มเท จ้ำจี้ จ้ำชัยเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือที่ผ่านมาครูจะเจริญก้าวหน้าเงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพเด็กกลับตกต่ำ

ฉะนั้นการออกแบบเรื่องทำวิทยฐานะในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นการหลงทางครั้งใหญ่ของประเทศ ทำให้ครูเนี่ยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องวิทยฐานะกันหมด จึงไม่มีคนใส่ใจคุณภาพเด็ก ผมถามว่าวันนี้เด็กตกกันทั้งประเทศยังไม่มีใครมารับผิดชอบ ไม่มีบทลงโทษ และผลที่เกิดออกมากับ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เวลาที่มันวัดผลเกิดขึ้นมาไม่ได้มีการเอาไปใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพเด็ก ต่างคนต่างอยู่ต่างยึดกฎหมาย ยึดสถาบัน ยึดองค์กรตัวเอง "กูมีหน้าที่สอบกูก็สอบ กูมีหน้าที่ออกข้อสอบ เด็กมึงตกมันก็ไปรับผิดชอบกันเอง"


Q : ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน
A : ใช่ มีแต่ครูจะได้ซีเพิ่มขั้น แต่เวลาเด็กตกไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรเด็กเลย


Q : หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการออกข้อสอบแปลกๆ แบบนี้เกินหลักสูตรไปไหม
A : จริงๆ มันก็ไม่เกินหลักสูตรหรอก แต่ว่า มันเป็นข้อสอบที่ยากกว่าเด็กปกติ เป็นข้อสอบในเชิงวิเคราะห์ แต่ถ้ามองข้อสอบดีในเชิงวิเคราะห์ก็แปลว่าคนไทยได้คิดมากขึ้น


Q : แต่ว่าเราไม่ได้สอนเขาแบบนั้น
A : มันก็ไม่เป็นธรรม อาจารย์ที่ออกเขาเอามาตรฐานเด็กโรงเรียนสาธิต ให้คิดวิเคราะห์ทุกวันวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ มันฝึกตลอด พอคุณเอาวิธีวิธีการสอนเด็กกลุ่มหนึ่งมาวัดเด็กกลุ่มหนึ่งมันจึงไม่ยุติธรรม


Q : ทางแก้ไขคือ
A : ดีที่สุดก็คือ ยุบ สทศ. ยุบ สมศ. ไปเถอะรำคาญ คือ เมื่อคุณวัดขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ประโยชน์ ถ้าวัดออกมาแล้วเครื่องมือไม่สอดคล้องและมันใช้งบประมาณมากก็ยุบไปเถอะเสียเงินเปล่าๆ


Q : การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมีผลไหม
A : มีครับ มันทำให้ข้าราชการระดับสูงนี้ใส่ใจเรื่องคุณภาพ มันก็มัวแต่ตามนโยบายลมเพลมพัด นโยบายไฟไหม้ฟาง นโยบายของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ทุมเท ก็ไปใส่ใจในตัวนโยบายเฉพาะกิจหรือนโยบายส่วนตัวของรัฐมนตรี คุณภาพเด็กที่ลงไปบริหารกับครูในโรงเรียนมันก็ลดน้อยลง

ความเอาจริงเอาจังก็มันหายไปเยอะ การตรวจราชการ การติดตามเอาใจใส่อะไรพวกนี้ ข้าราชการส่วนกลาง ดังนั้นผมเสนอให้มีการคาดโทษอย่างหนักกับคนทำให้ผิดพลาดแต่นี่ไม่มี ทั้งๆ ที่ผลออกมาเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศมันต้องรับผิดชอบกันทั้งกระทรวง แล้วผลออกมาใครรับผิดชอบ ไม่มี จริงๆแล้วผู้ใหญ่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผมเสนอว่าทางออกคือต้องเอาผลการประเมินระดับโรงเรียนไม่ว่า สทศ. สมศ. และนำคะแนนเป็นตัวตั้ง มาจัดกลุ่มกัน กลุ่มนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงมาก กลุ่มแก้ไข กลุ่มปานกลาง กลุ่มดี พอรู้ปัญหาก็ระดมคน สื่อการเรียนการสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ลงไปช่วยเหลือเด็กห้องต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ


2554 คำถามที่ต้องการคำตอบ เมื่อเด็กสอบโอเน็ตตกทั่วประเทศ...?
1.กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องรู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่เด็กสอบโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐานตก เพราะวันนี้ในโรงเรียนเน้นทำการบ้านส่ง 70-80 % แต่ว่าการสอบจริงในห้องเรียนมีแค่ 20-30 % เท่านั้น คำถามก็คือวันนี้เด็กได้รับการฝึกฝนในการทำข้อสอบมาเพียงพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอแล้วทำไมไม่เพิ่มเติม

2.คำถามก็คือ เมื่ออยากรู้ว่าครูมีคุณภาพไหมทำไมไม่เอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์เทียบกับเด็กจะได้รู้ไปเลยว่าครูมีความรู้พอที่จะสอนหรือเปล่า ซึ่งมันจะสะท้อนได้ว่า ถ้าคุณครูคะแนนต่ำกว่าเด็ก 1.สถาบันผู้สอนต้องล้มเหลวแน่ ๆ 2.วิธีการสอนต้องล้มเหลวแน่ๆ 3.ถ้าเอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วครูคะแนนไม่ดีมันก็ยืนยันความล้มเหลวแน่ๆ ดังนั้นจะได้รู้ว่าอะไรคือราก จุดอ่อนของการศึกษาเมืองไทยที่ล้มเหลวเสมอๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

3.ทำไมนโยบายการศึกษาเรามักจะสนับสนุนให้คนเก่ง เรียนแพทย์ เรียนวิศวะแต่สนับสนุนให้คนไม่มีทางเลือกไปเรียนครู ซึ่งครูทำหน้าที่ผลิตครูก็คืออาจารย์ในสถาบันราชภัฏต่างๆ แล้วคนผลิตก็ไม่ฉลาด คนถูกผลิตก็ไม่ฉลาด ขบวนการผลิตก็ไม่ฉลาด แล้วกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ฉลาด ประชากรศึกษาที่มีความรู้ก็รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

4.ทำไมไม่กำหนดก่อนว่าข้อสอบจะประเมินอะไรของเด็กที่จะเข้ามาเรียน เหมือนกับที่สถาบันศึกษาจากต่างประเทศที่มีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพนักเรียนเพื่อจะได้รู้ทิศทางความถนัดและความชื่นชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้ถูกต้องและตรงทิศทาง

5..ย้อนหลังกลับไป 15 ปีที่แล้วมีการสอบเอ็นทรานซ์เพียงแค่ครั้งเดียว กล่าวคือสอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ตก ไม่เหมือนวันนี้ที่ต้องผูกชะตาชีวิตเด็กขึ้นกับครู และระบบแอดมิดชั่นใช้เกรด+กับการสอบ และคำถามใหญ่สุดท้ายก็คือครูทุ่มเทใช้จิตวิญญาณสอนอย่างเต็มทีได้แค่ไหน…?

นี่คือคำถามเสี้ยวจากที่ไทยรัฐออนไลน์ประมวลมาจากผู้รู้มากมาย นอกจากต้องการคำตอบแล้ว ยังต้องการผู้รับผิดชอบเมื่ออนาคตของชาติสอบวิชาพื้นฐานตกทั้งประเทศด้วย...?




ที่มา - ไทยรัฐออนไลน์
http://www.thairath.co.th/content/life/162656

เปิดบัญชี "เงินเดือนครู" ปรับขึ้น 8%

ชี้เกณฑ์เชิงประจักษ์ยึด "ผลปฏิบัติงาน"



ชี้เกณฑ์เชิงประจักษ์ยึด "ผลปฏิบัติงาน" ก.ค.ศ.เพิ่มช่องทางคัดค้านที่เว็บเขต Posted : 2011-04-22 21:39:18


นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และคู่มือการประเมินว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือหลักเกณฑ์และวิธีการให้เสร็จสมบูรณ์และให้เป็นไปตามมติ ก.ค.ศ.ตลอดจนนโยบายของนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมีการปรับรายละเอียดเพิ่มเติมในบางส่วน ได้แก่ เมื่อมีการเสนอข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นจะต้องประกาศลงในเว็บไซต์เพื่อรับฟังคำคัดค้าน 3 ระดับ คือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการครูในส่วนกลาง   และ ระดับสำนักงาน ก.ค.ศ. จากเดิมที่จะกำหนดให้ประกาศขึ้นเว็บไซต์ในระดับหน่วยงานต้นสังกัด และสำนักงาน ก.ค.ศ. ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่นายชินวรณ์ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถเสนอชื่อตนเองให้สถานศึกษา หรือหน่วยงานพิจารณาเสนอชื่อเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้

"เมื่อมีการประกาศลงเว็บไซต์เพื่อรับฟังคำคัดค้าน หากมีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาสำนักงาน ก.ค.ศ.จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาว่าเป็นเช่นไร ซึ่งจะเป็นผลดีเพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน นอกจากจะให้มีการคัดค้านในเว็บไซต์แล้ว ยังสามารถส่งคำคัดค้านมาทางไปรษณีย์อีกช่องทางหนึ่ง" เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว และว่า สำหรับหลักเกณฑ์ด้านอื่นๆก็เป็นไปตามมติ ก.ค.ศ. อาทิ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือขอรับการประเมินต้องเป็นไปตามที่กำหนด คือ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิทยฐานะ มีภาระงานสอนขั้นต่ำหรือภาระงานตามที่ส่วนราชการกำหนด ปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบย้อนหลัง 2 ปีและมีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เช่น เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไป หรือเป็นผลงานที่ส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณาแล้วเห็นว่าเทียบเคียงกับผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติขึ้นไป หากจะยื่นขอให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจะต้องมี 2 รางวัล ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ จะต้องมี 3 รางวัล โดยรางวัลดังกล่าวต้องอยู่ภายในระยะเวลา 3 ปี แต่หากเกินเวลาที่กำหนดต้องมีการพัฒนางานและใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำนักงานก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้าราชการครูที่มีผลงานดีเด่นระดับชาติแต่ละปีนั้น มีจำนวนเยอะประมาณ 1,000 คน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านการประเมินและได้เลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ ต้องดูด้วยว่ารางวัลที่ได้นั้นสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งเดิมมีการเสนอว่าเมื่อข้าราชการครูกลุ่มนี้ มีรางวัลการันตีแล้ว ก็ควรให้เลื่อนวิทยฐานะได้เลย แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะต้องมีการประเมินด้วย


********************

ที่มา - หนังสือพิมพ์มติชน

คัดจาก http://www.kruthai.info/main/board03_/showss.php?Category=newsedu&No=253

คะแนนโอเน็ต-แกต-แพต ต่ำกว่าครึ่งทุกช่วงชั้น



คะแนนโอเน็ต-แกต-แพต วิชาหลักต่ำกว่าครึ่งทุกช่วงชั้น


สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สรุปผลการจัดการทดสอบทาง การศึกษาระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2553 ทั้งการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ป.6, ม.3 และ ม.6 และผลการจัดสอบวิชาความถนัดทั่วไปหรือ GAT และการสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการหรือ PAT ครั้งที่ 1/2554

สทศ.ได้สรุปค่าสถิติพื้นฐานผลการสอบ โอเน็ตที่เปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี จำแนกเป็นระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 ดังนี้ ระดับ ป.6 พบว่า วิชาหลักคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ มีคะแนนต่ำลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 3 ปีพบว่าไม่ถึง 50 คะแนน

ปีการศึกษา 2551 สอบ 3 วิชา วิชาละ 100 คะแนน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ ภาษาไทย 42.02 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,087 คน คณิต ศาสตร์ 43.76 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,153 คน วิทยาศาสตร์ 51.68 คะแนน ผู้เข้าสอบ 953,155 คน

ปีการศึกษา 2552 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 38.58 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,042 คน สังคมฯ 33.90 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,372 ภาษาอังกฤษ 31.75 คะแนน ผู้เข้าสอบ 897,973 คน คณิตศาสตร์ 35.88 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,042 คน วิทยาศาสตร์ 38.67 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,372 คน สุขศึกษาฯ 64.76 คะแนน ผู้เข้าสอบ 897,973 คน ศิลปะ 42.49 ผู้เข้าสอบ 898,296 คน การงานฯ 51.69 คะแนน ผู้เข้าสอบ 898,296 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 31.22 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน สังคมฯ 47.07 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน ภาษาอังกฤษ 20.99 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน คณิตศาสตร์ 34.85 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,074 คน วิทยาศาสตร์ 41.56 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน สุขศึกษาฯ 54.31 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน ศิลปะ 41.10 ผู้เข้าสอบ 805,099 คน การงานฯ 52.52 คะแนน ผู้เข้าสอบ 805,099 คน

ส่วนระดับ ม.3 พบว่าวิชาหลักนักเรียนได้คะแนนต่ำ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ที่ต่ำลงเรื่อยๆ โดยทั้ง 3 ปี มีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 50

ปีการศึกษา 2551 สอบ 5 วิชา ภาษาไทย 41.09 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,584 คน สังคมฯ 41.42 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,688 คน ภาษาอังกฤษ 32.42 คะแนน ผู้เข้าสอบ 798,093 คน คณิตศาสตร์ 32.66 คะแนน ผู้เข้าสอบ 798,093 คน วิทยาศาสตร์ 39.44 คะแนน ผู้เข้าสอบ 797,688 คน

ปีการศึกษา 52 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 35.35 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน สังคมฯ 39.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 793,093 คน ภาษาอังกฤษ 26.05 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน คณิต ศาสตร์ 29.16 คะแนน ผู้เข้าสอบ 793,549 คน วิทยาศาสตร์ 56.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,331 คน สุขศึกษาฯ 32.95 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,331 คน ศิลปะ 33.86 ผู้เข้าสอบ 794,331 คน การงานฯ 35.35 คะแนน ผู้เข้าสอบ 794,300 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 42.80 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน สังคมฯ 40.85 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน ภาษาอังกฤษ 16.19 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน คณิตศาสตร์ 24.18 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,749 คน วิทยาศาสตร์ 29.17 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน สุขศึกษาฯ 71.97 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน ศิลปะ 24.48 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน การงานฯ 47.07 คะแนน ผู้เข้าสอบ 804,895 คน

ในระดับ ม.6 ค่าเฉลี่ยที่ออกมา พบว่าต่ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะในวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ปีการศึกษา 2551 สอบ 8 วิชา ภาษาไทย 46.50 คะแนน ผู้เข้าสอบ 338,224 คน สังคมฯ 34.72 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,586 คน ภาษาอังกฤษ 30.68 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,268 คน คณิตศาสตร์ 36.08 คะแนน ผู้เข้าสอบ 339,459 คน วิทยาศาสตร์ 33.70 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,996 คน สุขศึกษาฯ 56.79 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,093 คน ศิลปะ 43.22 ผู้เข้าสอบ 337,093 คน การงานฯ 40.02 คะแนน ผู้เข้าสอบ 337,093 คน

ปีการศึกษา 2552 ภาษาไทย 46.47 คะแนน ผู้เข้าสอบ 350,889 คน สังคมฯ 36.00 คะแนน ผู้เข้าสอบ 354,402 คน ภาษาอังกฤษ 23.98 คะแนน ผู้เข้าสอบ 352,805 คน คณิตศาสตร์ 28.56 คะแนน ผู้เข้าสอบ 353,734 คน วิทยาศาสตร์ 29.05 คะแนน ผู้เข้าสอบ 332,495 คน สุขศึกษาฯ 45.37 คะแนน ผู้เข้าสอบ 348,634 คน ศิลปะ 37.75 ผู้เข้าสอบ 348,634 คน การงานฯ 32.98 คะแนน ผู้เข้าสอบ 348,634 คน

ปีการศึกษา 2553 ภาษาไทย 42.61 คะแนน ผู้เข้าสอบ 351,633 คน สังคมฯ 46.51 คะแนน ผู้เข้าสอบ 357,050 คน ภาษาอังกฤษ 19.22 คะแนน ผู้เข้าสอบ 354,531 คน คณิตศาสตร์ 14.99 คะแนน ผู้เข้าสอบ 356,591 คน วิทยาศาสตร์ 30.90 คะแนน ผู้เข้าสอบ 349,210 คน สุขศึกษาฯ 62.86 คะแนน ผู้เข้าสอบ 347,462 คน ศิลปะ 32.62 ผู้เข้าสอบ 347,462 คน การงานฯ 43.69 คะแนน ผู้เข้าสอบ 347,462 คน

สำหรับช่วงคะแนนจำนวนร้อยละของผู้สอบโอเน็ต นักเรียนชั้น ม.6 ส่วนใหญ่ได้คะแนนดังนี้ วิชาภาษาไทย คะแนนส่วนใหญ่ อยู่ระหว่าง 30.01-40.00 คะแนน 92,100 คน คิดเป็นร้อยละ 26.19 วิชาสังคมศึกษา อยู่ระหว่าง 40.01-50.00 คะแนน 17,252 คน คิดเป็นร้อยละ 49.08 ภาษาอังกฤษ อยู่ระหว่าง 10.01-20.00 คะแนน 206,611 คน คิดเป็นร้อยละ 58.28

คณิตศาสตร์ อยู่ระหว่าง 00.01-10.00 คะแนน 164,372 คน คิดเป็นร้อยละ 46.10 วิทยาศาสตร์ อยู่ระหว่าง 20.01-30.00 คะแนน 183,055 คน คิดเป็นร้อยละ 52.41 สุขศึกษาฯ อยู่ระหว่าง 60.01-70.00 คะแนนน 151 คน คิดเป็นร้อยละ 44.08 ศิลปะ อยู่ระหว่าง 30.01-40.00 คะแนน 156,763 คน คิดเป็นร้อยละ 45.11 การงานฯ อยู่ระหว่าง 40.01-50.00 คะแนน 114,228 คน คิดเป็นร้อยละ 32.47

โดยจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดแต่ละวิชาในปี 2553 ภาษาไทย สูงสุด 92 คะแนน 1 คน สังคมฯ สูงสุด 87 คะแนน 1 คน ภาษาอังกฤษ สูงสุด 100 คะแนน 1 คน คณิตศาสตร์ สูงสุด 100 คะแนน 92 คน วิทยาศาสตร์ สูงสุด 92 คะแนน 1 คน สุขศึกษาฯ สูงสุด 92.50 คะแนน จำนวน 5 คน ศิลปะ สูงสุด 67 คะแนน 2 คน การงานฯ สูงสุด 82 คะแนน 4 คน

ส่วนสรุปผลคะแนนต่ำสุดและสูงสุดของเดือน ต.ค.53 และ มี.ค.54 แต่ละวิชามีดังนี้ GAT คะแนนเต็ม 300 มี.ค.54 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 297.50 ค่าเฉลี่ย 171.89 ต.ค.53 ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 300.00 ค่าเฉลี่ย 139.38

แบ่งเป็น GAT ตอน 1 คะแนนเต็ม 150 มี.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 ค่าเฉลี่ย 117.05 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150.00 ค่าเฉลี่ย 90.06 และ GAT ตอน 2 คะแนนเต็ม 150 มี.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 147.50 ค่าเฉลี่ย 54.84 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 150 เฉลี่ย 49.32

ส่วน PAT คะแนนเต็มวิชาละ 300 แบ่งเป็น ความถนัดทางคณิตศาสตร์ (PAT1) มี.ค. ต่ำสุด 17.00 สูงสุด 274.00 ค่าเฉลี่ย 64.22 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 264.00 ค่าเฉลี่ย 48.34

ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT2) มี.ค. ต่ำสุด 3.00 สูงสุด 223.00 ค่าเฉลี่ย 93.75 ต.ค. ต่ำสุด 11.00 สูงสุด 268.50 ค่าเฉลี่ย 101.50 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ (PAT3) มี.ค. ต่ำสุด 3.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 101.95 ต.ค. ต่ำสุด 33.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 121.25

ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ (PAT4) มี.ค. ต่ำสุด 9.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 159.83 ต.ค. ต่ำสุด 24 สูงสุด 270 ค่าเฉลี่ย 121.06

ความถนัดทางวิชาชีพครู (PAT5) มี.ค. ต่ำสุด 16.00 สูงสุด 228.00 ค่าเฉลี่ย 144.10 ต.ค. ต่ำสุด 0.00 สูงสุด 232.00 ค่าเฉลี่ย 130.91

ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ (PAT6) มี.ค. ต่ำสุด 37.50 สูงสุด 186.00 ค่าเฉลี่ย 113.26 ต.ค. ต่ำสุด 5.00 สูงสุด 227.50 ค่าเฉลี่ย 133.05

ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส (PAT 7.1) มี.ค. ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 261.00 ค่าเฉลี่ย 93.63 ต.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 270.00 ค่าเฉลี่ย 94.48

ความถนัดทางภาษาเยอรมัน (PAT 7.2) มี.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 267.00 ค่าเฉลี่ย 96.07 ต.ค. ต่ำสุด 36.00 สูงสุด 264.00 ค่าเฉลี่ย 95.26 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น (PAT 7.3) มี.ค. ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 103.70 ต.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 288.00 ค่าเฉลี่ย 107.68

ความถนัดทางภาษาจีน (PAT 7.4) มี.ค. ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 282.00 ค่าเฉลี่ย 92.97 ต.ค. ต่ำสุด 27.00 สูงสุด 279.00 ค่าเฉลี่ย 91.12 ความถนัดทางภาษาอาหรับ (PAT 7.5) มี.ค. ต่ำสุด 54.00 สูงสุด 234.00 ค่าเฉลี่ย 91.93 ต.ค. ต่ำสุด 33.00 สูงสุด 258.00 ค่าเฉลี่ย 88.52 และความถนัดทางภาษาบาลี (PAT 7.6) มี.ค. ต่ำสุด 48.00 สูงสุด 177.00 ค่าเฉลี่ย 98.74 ต.ค. ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 273.00 ค่าเฉลี่ย 94.84

สำหรับช่วงคะแนนที่ผู้เข้าสอบทำคะแนนได้มากที่สุดในแต่ละวิชา ดังนี้ GAT เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 180.01-210.00 จำนวน 25,899 คน GAT ตอน 1 เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 120.01-150.00 จำนวน 55,983 คน GAT ตอน 2 เข้าสอบ 95,767 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 30.01-60.00 จำนวน 59,087 คน

PAT 1 เข้าสอบ 53,809 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 26,109 คน PAT 2 เข้าสอบ 57,979 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 22,566 คน

PAT 3 เข้าสอบ 13,877 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 4,797 คน PAT 4 เข้าสอบ 4,151 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 150.01-180.00 จำนวน 1,395 คน

PAT 5 เข้าสอบ 26,971 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 120.01-150.00 จำนวน 12,246 คน PAT 6 เข้าสอบ 4,362 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 90.01-120.00 จำนวน 2,480 คน

PAT 7.1 เข้าสอบ 2,186 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 1,210 คน PAT 7.2 เข้าสอบ 790 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 456 คน

PAT7.3 เข้าสอบ 1,764 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 849 คน PAT 7.4 เข้าสอบ 2,401 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 1,290 คน PAT 7.5 เข้าสอบ 137 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 60.01-90.00 จำนวน 81 คน และ PAT 7.6 เข้าสอบ 363 คน ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด 90.01-120.00 จำนวน 183 คน

จากการวิเคราะห์ช่วงคะแนน ส่วนใหญ่ช่วงชั้นทำคะแนนมากที่สุด จะอยู่ในช่วงชั้นเดียวกับการสอบครั้งที่ผ่านมา มีเพียง PAT2 PAT3 และ PAT6 ที่ช่วงชั้นทำคะแนนต่ำลงกว่าการสอบครั้งที่ผ่านมา

โดยสทศ.เปิดให้นักเรียนยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ GAT-PAT เดือน มี.ค.54 เมื่อวันที่ 8-10 เม.ย. และจะเปิดให้ตรวจกระดาษคำตอบในวันที่ 22-23 เม.ย.นี้




ที่มา - ข่าวสดออนไลน์
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdOVEV4TURRMU5BPT0=§ionid=TURNeE5RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOQzB4TVE9PQ==
คัดจาก http://www.kruthai.info/main/board02_/showss.php?Category=vipak&No=12

เจาะปมเด็กไทยอ่านได้-ไร้วิเคราะห์


สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
จัดงานแถลงข่าวเปิดโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่ 1/2554 ด้วยการร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์รับปิดเทอมของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ประสบปัญหาการอ่านแต่จับใจความและวิเคราะห์ไม่เป็น ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ

จากรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชนปี 2550-2552 ระบุว่า เด็กประถมใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม เพิ่มจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 32 เฉลี่ยวันละ 2-3 ชั่วโมง และท่องอินเตอร์เน็ตเพิ่มจาก ร้อยละ18 เป็นร้อยละ 22 โดยเด็กประถมเพียงร้อยละ 50 ระบุชอบไปโรงเรียนมาก และมีสถิติลดลงจากร้อยละ 57 เป็นร้อยละ 50 เท่านั้น

นอกจากนี้ เด็กประถมมีอัตราเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นรวมร้อยละ 27 โดยประมาณ 1 ใน 7 ของเด็กประถมถูกส่งไปเรียนพิเศษแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอนในห้อง

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า เด็กนักเรียนวัยประถมศึกษาต้องจัดการศึกษาที่เรียกกันว่า "เรียนปนเล่น"ฉะนั้น "ครูยุคปฏิรูป"ต้องเปลี่ยนจาก "ครู" เป็น"วิทยากรกระบวนการ"ที่ไม่ใช่เพียงการสอนในหนังสือ แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้เด็กเกิดสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องตามความต้องการของเด็ก

โดยเฉพาะ "การอ่าน"ที่เป็นทักษะซึ่งต้องใช้ตลอดชีวิตนั้น นักวิจัยชาวอเมริกันเปรียบเทียบว่า เด็กใช้เวลาเรียนรู้ทักษะการอ่านเฉลี่ยตลอดชีวิตเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่ทักษะนี้จะส่งผลระยะยาวต่อชีวิตที่เหลืออยู่มากถึงร้อยละ 98

สะท้อนให้เห็นว่า เด็กช่วงวัยประถมศึกษานั้นเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ขณะที่เด็กประถมไทยมีผลวิจัยชี้ชัดว่า กว่าร้อยละ 30 ไม่สามารถอ่านวิเคราะห์ได้ และค่าเฉลี่ยจะยิ่งสูงขึ้นสำหรับเด็กไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ปัจจุบันการเรียนการสอนยังเป็นระบบ 70:30 คือ เรียนในตำราร้อยละ 70 และทำกิจกรรมร้อยละ 30 ฉะนั้น สำหรับโครงการเด็กประถมนั้นน่าจะกระตุ้นให้สัดส่วนของกิจกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของการเรียนรู้ในตำราต้องปรับให้สอดคล้องกับวัยเด็กประถมที่ต้องเน้นการเล่นไปด้วย เรียนไปด้วย การประยุกต์ใช้นิวมีเดียกับเด็กน่าจะเป็นอีกช่องทางในการฉกฉวยโอกาสสร้างการเรียนรู้ให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาชอบ เช่นเด็กติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต ก็ใช้สื่อเหล่านี้สอนเด็ก เขาก็จะสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น"รศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

อาจารย์นคร ตังคะพิภพอดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 10 หนึ่งในคณะผู้ติดตามโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมครั้งที่ 1/2553 กล่าวว่าถือเป็นโอกาสเพิ่มช่องทางให้ครูเริ่มคิดค้นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมและตามความต้องการของเด็ก จากเดิมที่เคยเรียนรู้แบบแห้งและนิ่งจากตำราในห้องเรียน อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สนุกสนาน ก็เปลี่ยนเป็นกระตุ้นให้ครูเปิดกิจกรรมที่เคลื่อนไหว ตรงกับวิถีชีวิตและความต้องการของนักเรียน จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนได้มากขึ้น

"แม้การเปิดให้ทุนในระดับประถมจะเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกว่าและมีบุคลากรจำนวนน้อยกว่าโรงเรียนระดับมัธยม แต่ถ้าสามารถสนับสนุนโรงเรียนประถมเดี่ยวๆ ให้รวมตัวกัน จะทำให้เกิดการทำงานเป็นเครือข่าย"โรงเรียนพี่น้อง"ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นพลังขับเคลื่อนการศึกษาจากภาคประชาสังคมได้อย่างแท้จริง"

น.ส.ประพาฬรัตน์ คชเสนา นักวิชาการ สสค. กล่าวถึงแนวคิดที่ต้องการให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมจัดการศึกษาว่า เพื่อให้เด็กและเยาวชนค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง มีทักษะและสามารถพัฒนาตนเอง จนเป็นที่มาของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่1/2554 ประเด็นสำคัญคือ ต้องการส่งเสริมค่านิยมสำนึกรักท้องถิ่น ด้วยการสร้างหลักสูตร หรือกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะครูท้องถิ่นจะมีกระบวนการสร้างการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กรักท้องถิ่นตัวเอง



ที่มา - หนังสือพิมพ์ข่าวสด
Posted : 2011-04-20 22:12:16
http://www.kruthai.info/main/board02_/showss.php?Category=vipak&No=15

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ซากุระบานสวย..ที่วอชิงตัน

ขอบคุณภาพสวยจากเว็บไซต์
ทำให้บันทึกนี้สดใสขึ้นมาทันตาเห็น
ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวรอบตัวสว่างไสว