วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

เจาะปมเด็กไทยอ่านได้-ไร้วิเคราะห์


สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
จัดงานแถลงข่าวเปิดโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่ 1/2554 ด้วยการร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์รับปิดเทอมของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ประสบปัญหาการอ่านแต่จับใจความและวิเคราะห์ไม่เป็น ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ

จากรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชนปี 2550-2552 ระบุว่า เด็กประถมใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม เพิ่มจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 32 เฉลี่ยวันละ 2-3 ชั่วโมง และท่องอินเตอร์เน็ตเพิ่มจาก ร้อยละ18 เป็นร้อยละ 22 โดยเด็กประถมเพียงร้อยละ 50 ระบุชอบไปโรงเรียนมาก และมีสถิติลดลงจากร้อยละ 57 เป็นร้อยละ 50 เท่านั้น

นอกจากนี้ เด็กประถมมีอัตราเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นรวมร้อยละ 27 โดยประมาณ 1 ใน 7 ของเด็กประถมถูกส่งไปเรียนพิเศษแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอนในห้อง

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า เด็กนักเรียนวัยประถมศึกษาต้องจัดการศึกษาที่เรียกกันว่า "เรียนปนเล่น"ฉะนั้น "ครูยุคปฏิรูป"ต้องเปลี่ยนจาก "ครู" เป็น"วิทยากรกระบวนการ"ที่ไม่ใช่เพียงการสอนในหนังสือ แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้เด็กเกิดสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องตามความต้องการของเด็ก

โดยเฉพาะ "การอ่าน"ที่เป็นทักษะซึ่งต้องใช้ตลอดชีวิตนั้น นักวิจัยชาวอเมริกันเปรียบเทียบว่า เด็กใช้เวลาเรียนรู้ทักษะการอ่านเฉลี่ยตลอดชีวิตเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่ทักษะนี้จะส่งผลระยะยาวต่อชีวิตที่เหลืออยู่มากถึงร้อยละ 98

สะท้อนให้เห็นว่า เด็กช่วงวัยประถมศึกษานั้นเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ขณะที่เด็กประถมไทยมีผลวิจัยชี้ชัดว่า กว่าร้อยละ 30 ไม่สามารถอ่านวิเคราะห์ได้ และค่าเฉลี่ยจะยิ่งสูงขึ้นสำหรับเด็กไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ปัจจุบันการเรียนการสอนยังเป็นระบบ 70:30 คือ เรียนในตำราร้อยละ 70 และทำกิจกรรมร้อยละ 30 ฉะนั้น สำหรับโครงการเด็กประถมนั้นน่าจะกระตุ้นให้สัดส่วนของกิจกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของการเรียนรู้ในตำราต้องปรับให้สอดคล้องกับวัยเด็กประถมที่ต้องเน้นการเล่นไปด้วย เรียนไปด้วย การประยุกต์ใช้นิวมีเดียกับเด็กน่าจะเป็นอีกช่องทางในการฉกฉวยโอกาสสร้างการเรียนรู้ให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาชอบ เช่นเด็กติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต ก็ใช้สื่อเหล่านี้สอนเด็ก เขาก็จะสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น"รศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

อาจารย์นคร ตังคะพิภพอดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ 10 หนึ่งในคณะผู้ติดตามโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมครั้งที่ 1/2553 กล่าวว่าถือเป็นโอกาสเพิ่มช่องทางให้ครูเริ่มคิดค้นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมและตามความต้องการของเด็ก จากเดิมที่เคยเรียนรู้แบบแห้งและนิ่งจากตำราในห้องเรียน อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สนุกสนาน ก็เปลี่ยนเป็นกระตุ้นให้ครูเปิดกิจกรรมที่เคลื่อนไหว ตรงกับวิถีชีวิตและความต้องการของนักเรียน จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนได้มากขึ้น

"แม้การเปิดให้ทุนในระดับประถมจะเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกว่าและมีบุคลากรจำนวนน้อยกว่าโรงเรียนระดับมัธยม แต่ถ้าสามารถสนับสนุนโรงเรียนประถมเดี่ยวๆ ให้รวมตัวกัน จะทำให้เกิดการทำงานเป็นเครือข่าย"โรงเรียนพี่น้อง"ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นพลังขับเคลื่อนการศึกษาจากภาคประชาสังคมได้อย่างแท้จริง"

น.ส.ประพาฬรัตน์ คชเสนา นักวิชาการ สสค. กล่าวถึงแนวคิดที่ต้องการให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมจัดการศึกษาว่า เพื่อให้เด็กและเยาวชนค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง มีทักษะและสามารถพัฒนาตนเอง จนเป็นที่มาของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับประถมศึกษาครั้งที่1/2554 ประเด็นสำคัญคือ ต้องการส่งเสริมค่านิยมสำนึกรักท้องถิ่น ด้วยการสร้างหลักสูตร หรือกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะครูท้องถิ่นจะมีกระบวนการสร้างการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กรักท้องถิ่นตัวเอง



ที่มา - หนังสือพิมพ์ข่าวสด
Posted : 2011-04-20 22:12:16
http://www.kruthai.info/main/board02_/showss.php?Category=vipak&No=15