วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

16 ข้อ แห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามที่เหนือไทย



16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามที่เหนือไทย


หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 2-4 สิงหาคม 2550 หน้า 49
โดย..ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>



ตอนนี้เวียดนามกำลัง “ฮิต” ติดตลาด มีคนสนใจไปลงทุนกันมากมาย มีเสน่ห์มากกว่าไทยด้วยซ้ำไป เวียดนามยังไม่อาจไล่ทันไทยในเร็ววันนี้หรอกครับ (ปลอบใจสักหน่อย) แต่มีศักยภาพที่จะยิ่งใหญ่เหนือไทยได้ในวันหน้า เราควรสังวรและพิจารณาให้ดี หลายเรื่องเราควร “เอาเยี่ยงกา” มาลองดูกันครับ

1. สนามบินสะดวกกว่าไทย อันที่จริงสนามบินหลายแห่งในประเทศไทยทันสมัยกว่าสนามบินกรุงฮานอยและนครโฮชิมินห์ แต่ที่เวียดนาม เครื่องบินจอดถึงงวงเสมอ ไม่ต้องต่อรถโค้ชให้เสียอารมณ์แบบบ้านเรา และที่สำคัญในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า นครโฮชิมินห์จะมีสนามบินใหม่ที่ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิของเราในขณะนี้เสียอีก

2. คนเวียดนามรักชาติ ไม่ต้องดูอื่นไกล เขานิยมอาหารของเขาเอง ประเภทอาหารแฟชั่น/ขยะของฝรั่งเข้าไปตีกินในประเทศเขาได้ยาก คุณสมบัติที่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น (แม้ทางความคิด) กับใครเช่นนี้เชื่อว่าเหนือกว่า “เลือดไทย” ที่ทำท่าจะเจือจางลงทุกวัน

3. “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” คนเวียดนามที่เราเห็นแต่งตัวดูปอน ๆ นั้น เขาชอบสะสมทอง ว่าง ๆ ก็เอามาชื่นชมเล่นเงียบ ๆ เขาไม่ต้องการทำตัวหรูหรา เพราะเดี๋ยวถูกเพ่งเล็ง เขามีเงินสะสมไว้มาก แต่ไม่เปิดเผย ซื้อของก็มักใช้เงินสด ซื้อบ้านอาจมีกู้เงินบ้าง แต่ก็ยังจำกัดมาก ข้อนี้อาจทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่หมุนเวียนมากนัก แต่ผมก็ยังนิยมความมัธยัสถ์มากกว่าการสุรุ่ยสุร่าย สังเกตง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือสนนราคาของอาหารเวียดนามนั้น หาได้ถูกกว่าไทย มาตรฐานค่าครองชีพไม่ได้ต่ำกว่าไทยเลย นี่แสดงว่าเขามีแหล่งรายได้ที่ไม่เปิดเผยหรือรับ job ทำงานพิเศษต่าง ๆ ไม่ใช่กินแต่เงินเดือนปกติ

4. คนเวียดนามชอบค้าขาย เปิดร้านค้าขายแทบทุกหัวระแหง ในทุกท้องที่มีสินค้าครบถ้วน ไม่ต้องไปเดินห้างใหญ่หรือไม่ต้องไปย่านการค้าใด ด้วยความนิยมค้าขายโดยสายเลือดบวกกับความขยันขันแข็งเช่นนี้ โอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยได้ คงไม่ไกลเกินเอื้อม

5. มีขอทานน้อยกว่าไทย ในนครโฮชิมินห์ที่มีประชากรไม่แพ้กรุงเทพมหานคร แต่แทบจะหาขอทานไม่พบ มีแต่คนอุ้มลูกจูงหลานมาขายหมากฝรั่ง ให้พอรำคาญเล่น คนใจอ่อนก็อุดหนุนกันไปบ้าง แต่ประเภทเป็นขอทานแท้ ๆ แทบไม่เคยพบ ทางการเขาเอาจริง จับและกวาดต้อนไปฝึกอาชีพ ไม่ปล่อยให้เกลื่อนถนนแบบไทยที่มีกระทั่งขอทานเขมรมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด (น่าอนาถแท้ ๆ ประเทศไทย)

6. (แทบ) ไม่มีปัญหายาเสพติด หรือเด็กเกเร-อันธพาล ที่เวียดนามใครขืนเสพหรือค้ายาเสพติด มีโอกาสเกิดใหม่สูงมาก เขาไม่ค่อยขังให้เปลืองข้าวแดงเสียด้วย ย่านอิทธิพลค้ายาหรือขาใหญ่แบบสลัมเมืองไทย แทบหาไม่ได้ ที่เคยมีก็ถูกรื้อไปสร้างแฟลตกันแทบหมดแล้ว

7. เศรษฐกิจ “กระดี๊กระด๊า” ดูดีไปหมด! ทั้งนี้เพราะเติบโตปีละ 7-10% มาหลายปี ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เวียดนามก็กระอักแบบไทย แต่ฟื้นตัวเร็วกว่าและฟื้นตัวอย่างมั่นคงกว่าไทยมาก อนาคตของประเทศแลดูสดใส อยู่ในช่วงขาขึ้น มีการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างขนานใหญ่และต่อเนื่อง

8. ให้การต้อนรับกระทั่งมหาวิทยาลัยต่างชาติ นี่เป็นมิติที่ขอย้ำถึงการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติในเวียดนาม มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศสามารถเข้าไปตั้งสาขาได้ ผิดกับของไทยที่กีดกันมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งกลัวการออกนอกระบบ เพียงเพราะเกรงใจอาจารย์ที่เป็นข้าราชการจะสูญเสียผลประโยชน์ แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาและประเทศชาติ

9. แทบหา “บ้านว่าง” (บ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่) ไม่ได้เลย ที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาต่างมีคนเช่าหรือซื้ออยู่อาศัย ที่ว่างมีไม่ถึง 5-10% นี่แสดงว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์แทบไม่ปรากฏให้เห็นในเวียดนามเลย

10. ระบบผ่อนบ้านมีหลักประกัน (ของไทยยังล้าหลังกว่า!) ในเวียดนามบ้านสร้างเสร็จก็แสดงว่าการผ่อนชำระค่าบ้านเสร็จพอดี ซึ่งเป็นลักษณะ escrow account ที่ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการนำเงินไปหมุนทางอื่นหรือนำไปซื้อรถเมอร์เซดีส โครงการต้องนำเงินงวดของการผ่อนมาก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จ และหากใครจะขอกู้ ก็ต้องติดต่อสถาบันการเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อสถาบันการเงินตกลง สถาบันการเงินนั้นก็จะผ่อนชำระกับโครงการจนแล้วเสร็จแทนเราต่อไป

11. กล้าย้ายสถานที่ราชการออกนอกเมือง แล้วนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือหรืออื่น ๆ ในฟิลิปปินส์ ถึงขนาดย้ายค่ายทหารออกไปนอกเมือง เพื่อนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่สำหรับไทย คงทำไม่ได้เพราะ “เขตทหารห้ามเข้า” (ฮา) หรือเพราะเรามัก “เจาะยาง” ด้วยการตีขลุมว่า ขืนเอาทรัพย์สินไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจเกิดการการฉ้อราษฎร์บังหลวง นี่คือกระบวนการกีดกัน/ยับยั้งความเจริญของชาติอย่างแท้จริง

12. กฎหมายเวนคืนศักดิ์สิทธิ์ ทางราชการเวียดนามสามารถย้ายชาวบ้านได้ทุกบริเวณที่ต้องการ อาจมีอิดออดบ้าง แต่ต้องไปภายในเวลาที่รวดเร็ว จะมาอ้างรักถิ่นฐาน อนุรักษ์เครือข่ายเพื่อนบ้านหรือรักษาจิตวิญญาณชุมชน ไม่ได้เด็ดขาด และโดยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง พื้นที่แปลงขนาดใหญ่จึงสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที นี่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวล้ำนำไทยที่ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เช่นทุกวันนี้

13. กฎหมายมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว บางครั้งแม้แต่ข้าราชการยังตามไม่ทัน แต่เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่ทำให้กฎหมายสามารถตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ ของการพัฒนาประเทศ ไม่เหมือนไทย ที่การแก้ไขกฎหมายเพื่อชาติและประชาชน เชื่องช้าเป็นที่สุด เช่น เรามี พรบ.ผังเมืองตั้งแต่ 2475 แต่มีผังเมือง กทม. ฉบับแรกเมื่อปี 2535 หรืออีก 60 ปีถัดมา! เพราะชนชั้นนำของประเทศไม่ต้องการให้ที่ดินของตนเสียผลประโยชน์นั่นเอง <3>

14. ปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ท่านเชื่อหรือไม่ กัปตันเครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์ ถูกไล่ออกเพียงเพราะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าประเทศมูลค่าเพียงหลักแสนบาทโดยไม่ผ่านด่านศุลกากร นักฟุตบอลเวียดนาม 4 คนที่ไปรับสินบนในงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2548ขณะนี้ยังติดคุกหัวโตอยู่เลย <4> เรื่องนี้ประเทศไทยในยุคคุณธรรมนำการเมือง เทียบอะไรเขาได้หรือไม่

15. การเมืองเวียดนามมีแต่ความมั่นคง ไม่มีรัฐประหาร ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนาคารมาเลเซีย (Malaysian Investment Bankers Association) ไปพูดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาบอก (เชิงขอบคุณประเทศไทย) ว่า หลังรัฐประหารของไทย มาเลเซียได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ เงินลงทุนแทนที่จะมาไทยกลับไปมาเลเซีย ที่เวียดนามก็เช่นกัน นักลงทุนไปกันมากมาย นักลงทุนทั่วโลกแทบจะข้ามหัวประเทศไทยไปหมดเพราะเขาไม่นิยมรัฐประหาร!

16. ข้อสุดท้ายนี้น่ากลัวที่สุดกล่าวคือ เวียดนามกำลังรวมตัวกัน แต่ไทยกำลังจะแตก นับจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นยิ่ง ๆ ขึ้น คนเวียดนามโพ้นทะเล ส่งเงินกลับบ้านจำนวนมหาศาลถึงปีละ 150,000 ล้านบาท <5> แต่ประเทศไทยของเรากลับกำลังจะแตกแยก ภาคใต้ไม่แน่ว่าจะต้องปล่อยให้ปกครองตนเองหรือกลายเป็นประเทศอิสระในไม่ช้าไม่นานนี้ (โอมเพี้ยง ขอให้เดาผิด) การแตกแยกคุกรุ่นของคนในประเทศกลับยิ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร ไทยกับเวียดนามสวนกระแสกันอย่างนี้ แล้วไทยจะเหลือหรือ

ผมไม่ได้เชียร์เวียดนาม แต่หวั่นใจว่าไทยเราจะถอยหลัง ก็ได้แต่หวังว่าข้อคิด 16 ข้อนี้จะทำให้เราได้ “เสียวสันหลัง” กันเสียบ้าง ปรองดองกันเถอะครับ จำไว้ว่า “เข่นฆ่ากันทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผอง ไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครอง วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร” <6>



......................................


บทความดีๆที่สมควรเผยแพร่และแบ่งปัน จาก..
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 2-4 สิงหาคม 2550 หน้า 49
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>


หมายเหตุ
<1> ดร.โสภณ พรโชคชัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเวียดนามด้านการวางระบบการประเมินค่าทรัพย์สิน ประจำการอยู่ที่กรุงฮานอย แต่ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในนครอื่นด้วย ดร.โสภณมีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org

<3> โปรดอ่านข่าว “กฎหมายอสังหาริมทรัพย์: เพื่อส่วนรวมจริงหรือ” ใน อาคารที่ดินอัพเกรด วันอังคารที่ 13 - 20 กันยายน 2548 หน้า 65 หรือดูที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market80.htm

<4> โปรดอ่านข่าว “Vietnam referees, officials jailed for match fixing” ที่ http://www.soccerway.com/news/2007/July/02/vietnam-referees-officials-jailed-for-match-fixing ในประเทศจีนก็คล้ายกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังประหารชีวิตข้าราชการที่โกงกิน (แต่ที่ประเทศไทยแทบไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้) โปรดดูรายละเอียดที่ “China drug official given death sentence” ที่ http://www.iht.com/articles/ap/2007/07/06/asia/AS-GEN-China-Tainted-Products.php

<5> โปรดอ่านข่าว Overseas remittance will be more than $4bil (News on: 12/07/2006) ที่ http://www.dost-dongnai.gov.vn/e9ttchitiet.asp?idd=9377

<6> เพลง “ถามคนไทย” คุณสุรพล โทณวณิก (คำร้อง-ทำนอง) นายสันติ ลุนเผ่ (ขับร้อง) โปรดฟังและดูเนื้อร้องได้ที่ http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000080896

.......................................
ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง

รากเหง้า "การโกงกิน" ที่กัดกร่อนชาติ


รากเหง้าการโกงกินที่กัดกร่อนชาติบทความดีๆ..ที่สมควรเผยแพร่และแบ่งปัน

ประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว ผมไมได้นิยมประเทศอื่นมากกว่าไทย แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าวิตกและปฏิเสธไม่ได้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในไทยมีจริง ทำไมบรรดา “ผู้หลักผู้ใหญ่” จึงปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ใครที่ทำให้ประเทศชาติของเรามีชะตากรรมเช่นนี้
ผมเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย และยังเคยเดินทางและไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแถบนี้ทั้งเนปาล บรูไน พม่า ลาว มาเลเซีย และอินเดีย รวมทั้งยังสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบปูพรมได้มากที่สุดทั่วกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮชิมินห์ ได้พบภาพเปรียบเทียบมาให้เห็น จะได้ช่วยกันฉุกคิดและสำรวจตรวจสอบกันบ้าง เผื่ออนาคตของลูกหลานไทยเราจะไม่เผชิญภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด


เหลียวมองรอบบ้าน

ประเทศที่รวยกว่าไทยอย่างชัดเจนได้แก่ มาเลเซีย ที่ในสมัยก่อนด้อยกว่าไทย ขนาดตนกู อับดุล ราห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่น้องอีก 3 คนยังเคยมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ผมเองก็เป็นนักเรียนเก่าเช่นกัน <1> แต่ ณ ปัจจุบันนี้รายได้ประชาชาติต่อหัวของมาเลเซียกลับสูงกว่าไทยถึงเกือบ 2 เท่า <2> และ สิงคโปร์ ก็รวยกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยมีรายได้ต่อหัวถึง 6.14 เท่าของประเทศไทย <3> ทั้งที่ประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยนอกจากคน สำหรับบรูไน คงไม่ต้องกล่าวถึงเพราะเขามีน้ำมันมหาศาล

ในกรณีประเทศจีนนั้น แม้มีรายได้ต่อหัวเท่ากับ 71% ของไทยซึ่งก็เป็นเพราะเขามีประชากรนับพันล้านคน แต่จีนเจริญกว่าเรามาก ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2529 ขณะไปเรียนที่เบลเยียม สถาปนิกจบใหม่ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมีรายได้เดือนละ 400 บาท แต่ขณะนี้ที่เมืองลี่เจียงในมณฑลยูนานที่ห่างไกล ข้าราชการใหม่ผู้จบปริญญาตรีทั่วไป จะได้เงินเดือนประมาณ 11,000 บาท แถมสวัสดิการอีกมากมาย นี่ถือว่าแซงหน้าประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ที่ประเทศจีน เขาทำให้องค์กรของรัฐกะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นเสมือนบริษัทที่ดีที่สุดที่คนจีนมุ่งมั่นจะเข้าไปทำงานด้วย ต่างจากไทยที่อาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่หัวกระทิไม่พึงปรารถนานัก แต่กลับเป็นที่พึงปรารถนาของผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่เราจึงมีข้าราชการบางส่วนที่เป็นภัยสังคม คือเข้าไปเป็นกาฝาก ทำงานเช้าชามเย็นชามและโกงชาติเมื่อมีโอกาส

น่าสงสัยจริง ๆ

ประเทศเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 25 ปี แซงหน้าประเทศไทยได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน ถ้าพระสยามเทวาธิราชมีจริง หรือประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว ทำไมเราจึงถูกประเทศที่เล็กกว่า เช่นสิงคโปร์ ประเทศที่เคยเป็นประเทศราชหรืออดีตอาณานิคม เช่นมาเลเซีย หรือประเทศที่จนดักดาน เช่นจีนที่ปู่ย่าตายายของผมที่หนีความอดอยากมาเมื่อ 80 ปีก่อน แซงหน้าเราไปได้

ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร

ถ้าเรามีตงฉินปกครองเมือง ไม่ใช่มีกังฉินชักใยอยู่เบื้องหลัง เราคงทำอย่างจีนที่ลงโทษผู้โกงกินอย่างเด็ดขาด เช่น จับไปยิงเป้าหรือติดคุกตลอดชีวิตเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ในเวียดนามนักฟุตบอลทีมชาติที่ไปล้มบอลในกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมะนิลาเมื่อ พ.ศ.2548 ถูกจับติดคุก 5 ปี ส่วนพี่ไทยนั้น ยิ่งล้ม ยิ่งรวย นอกจากนี้กัปตันเครื่องบินเวียดนามที่ซื้อเครื่องเสียงหนีภาษีเข้าประเทศ ก็โดนไล่ออก แต่ของไทยเรานำเข้ามาจนเจ๊เล้งรวย! <4>

ระบบคนดีที่ควรถูกตรวจสอบ

เมื่อพูดถึงการโกง บางคนอาจมองไปที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป ผมไม่ได้ให้ร้ายหรือแก้ต่างแทนใคร แต่กระบวนการโกงชาติในทุกวันนี้สร้างความวิบัติยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี เพราะเป็นระบบการโกงที่ฝังรากลึกในวงราชการ ยิ่งเรามุ่งพุ่งเป้าไปที่คน ๆ เดียว เราก็ยิ่งถูกหลอกให้ลืมมองเห็นคนโกงอื่น โดยเฉพาะพวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมทั้งหลายที่มักพูดปาว ๆ เสียงดังฟังชัดว่ารักชาตินั้น พวกนี้เป็นผู้ดีจอมปลอม เพราะถ้าเป็นของจริง ทำไมจึงมีเรื่องโกงกินเกิดขึ้นมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกทีแม้ในรัฐบาล “เทพประทาน” ชุดนี้ <5>

การที่พวกผู้ดีเปี่ยมคุณธรรมเอาหูไปนาตาไปไร่อยู่เสียที่ไหนจึงไม่เคยแตะต้องคนโกงชาติเลย เราจึงควรทบทวนกันระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทย การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี หรือได้สายสะพายกี่เส้น ก็ไม่ได้รับประกันการเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่โกง ในทางตรงกันข้ามยศศักดิ์เหล่านี้แหละที่ช่วยให้โกงได้แนบเนียนยิ่งขึ้น

ภาพลักษณ์ที่ดีก็เพียงช่วยให้การโกงกินดูไม่มูมมามเหมือนพม่าที่เป็นแบบบุฟเฟ่ คือแบ่งกันกินกันใช้อย่างโจ๋งครึ่มเท่านั้น บรรดาคนดีเหล่านี้อาจพึ่งโจรเพื่อค้ำจุนภาพพจน์และอำนาจเสมือนหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะที่ไม่กล้ากำจัดขุนนางจอมโกงกินที่ห้อมล้อมอยู่ เพราะพวกเขาคือผู้ค้ำจุนอำนาจ จนทำให้เจ้าชายสิทธัตถะรู้แจ้งเห็นจริงถึงระบบการเมืองที่ล้มเหลวและหันเข้าหาทางหลุดพ้น <6>



การโกงกินที่กัดกร่อน

การโกงกินสำคัญทำให้งบประมาณแผ่นดินปีละเกือบ 2 ล้านล้านบาท ตกหล่นไปมหาศาลในแต่ละปีจาก:
1. การมีระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะและเลี้ยงคนไว้เป็นกาฝากแทนที่จะมารับใช้ประชาชนและพัฒนาชาติ
2. การที่เงินไปเข้ากระเป๋าข้าราชการประจำและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศ
ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมืองนี่แหละที่สร้างความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว







แก้กันอย่างไร

ทางแก้สำคัญก็คือการขุดรากถอนโคนรากเหง้าของระบบการโกงกิน ได้แก่:

1. เลิกระบบที่ผู้น้อยต้องตบเท้าอวยพรผู้ใหญ่ หากต้องการรับศีลรับพร ก็รับกันทางอื่นแทนที่จะต้องกลายเป็นประเพณีในการตบเท้าเข้าคารวะผู้ (ยิ่ง) ใหญ่ ซึ่งสาระแท้ ๆ ก็คือเพื่อไปแสวงหาการถูกโปรดปรานเพื่อการไต่เต้า ตราบที่ความก้าวหน้าจะมีได้ด้วยการ ‘เลีย’ ผู้ (ยิ่ง) ใหญ่ ตราบนั้นการโกงกินย่อมแก้ไขไม่ได้

2. โค่นล้มพวกเจ้ามือหวยเถื่อน บ่อนเถื่อน ด้วยการทำให้เป็นบ่อนถูกกฎหมาย ทำให้รายได้เข้ารัฐแทนที่จะเข้าไปสู่มือพวกนอกกฎหมาย และรณรงค์ให้การศึกษากับประชาชนเพื่อให้มีวิจารณญาณต่ออบายมุขต่าง ๆ

3. ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อตัดทางทำมาหากินของผู้มีอิทธิพลเถื่อนที่สมคบกับข้าราชการขี้ฉ้อทั้งหลาย

4. มีระบบการตรวจสอบข้าราชการทุจริตอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และมีบทลงโทษที่เฉียบขาด ทันท่วงที

5. ปฏิวัติระบบราชการให้ข้าราชการมีสำนึกรับใช้ประชาชน ถือประชาชนเป็นนาย  ประเด็นสำคัญคือจะมีมหาบุรุษ รัฐบุรุษ หรือนักการเมืองผู้สง่างามใดกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อประเทศชาติ หรืออยากเพียงมีชิวิตที่สวยงามและตายไปอย่างไร้ค่าคนแล้วคนเล่า

ประเทศไทยต้องเร่งปราบการโกงกิน ก่อนจะล่มจม ผมไม่อยากให้อาม่าของผมเสียใจที่ย้ายมาผิดที่(แต่ผมก็ภูมิใจในความเป็นไทย และขอตายที่นี่)






อ้างอิง:
<1> โปรดดู http://th.wikipedia.org/wiki/ตนกู_อับดุล_ระห์มัน
<2> โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/my.html รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเป็นสัดส่วน 1.79 เท่าของประเทศไทย
<3> โปรดดู https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/sn.html
<4> จากบทความ “16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนามเหนือไทย” ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market157.htm
<5> อ่านรายละเอียดของฉายารัฐบาลได้ที่ http://news.sanook.com/politic/politic_332859.php และอ่านข่าว “ชงฟันวิทยา-มานิต วัดใจมาร์ค เอี่ยวโกงไทยเข้มแข็ง” ได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/pol/55658
<6> โปรดอ่านบทความเรื่อง “พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์” ทึ่สรุปจากหนังสือพุทธประวัติของพระติชนัทฮันห์ ที่ว่า “ในสมัยพุทธกาล ความยากจนของชาวนา ปัญหาเด็กพิการ ขอทาน การเจ็บป่วย เป็นปัญหาที่แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข อำนาจของกษัตริย์เปราะบางและมีอยู่อย่างจำกัด แม้กษัตริย์จะทราบถึงความละโมบและการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ก็จำต้องอาศัยพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้รักษาบัลลังก์ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้” ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market172.htm

****************************************

ขอบคุณบทความดีๆ..จาก
ดร.โสภณ พรโชคชัย
สยามธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2553 หน้า 24
Email: sopon@thaiappraisal.org
http://www.facebook.com/sopon.pornchokchai

อย่ารบ!!!.. พม่า-ลาว-เขมร คือพันธมิตรของเรา


อย่ารบ! พม่า-ลาว-เขมร คือพันธมิตรของเรา


เรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร ผมเขียนบันทึกนี้ลง facebook ไว้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปีที่แล้ว แต่วันนี้สถานการณ์พัฒนามาจนถึงขั้น (ใกล้) สงครามแล้ว แฟน ๆ สยามรัฐลองอ่านดูนะครับ

ผมเห็นคนไทยบางกลุ่มอยากให้ไทยบุกทำลายประสาทเขาพระวิหารและรบกับเขมรให้แตกหักไปเลย ผมเห็นแล้วก็สลดใจ เพราะนั่นคือความวิบัติที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเพราะน้ำผึ้งหยดเดียวโดยแท้ และจะลามปามไปจนประเทศไทยกลายเป็นอิรักที่ไปบุกยึดคูเวต หลังจากที่ไทยตอนนี้ก็ดูจะคล้ายเกาหลีเหนือและพม่าไปเต็มทีแล้ว!

ความขัดแย้งระหว่างประเทศในเชิงประวัติศาสตร์มีมานานแล้ว สวีเดนกับนอร์เวย์ อังกฤษกับฝรั่งเศส โปรตุเกสกับสเปน ก็เหมือนไทยกับพม่า ฯลฯ แต่เขาอยู่ร่วมกันอย่างสันติและรับและให้ประโยชน์แก่กันและกันบนพื้นฐานของแนวคิด Win - Win ได้อย่างสมานฉันท์

ผมเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากนักหรอกครับ แต่ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่ผมไปคลุกคลีกับประเทศเหล่านี้มาบ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เวียดนาม บรรยายให้กระทรวงการคลัง เขมร บรรยายที่กรุงย่างกุ้ง และเคยไปประเมินค่าที่ดินเพื่อการตั้งบ่อนการพนันในกรุงเวียงจันทน์

ผมอยากบอกว่า ผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจไม่ไว้ใจไทยนัก พวกเขามักรู้สึกว่าเขมรกับเวียดนามเป็นพี่น้องกัน หรือลาวกับเวียดนามเป็นพี่น้องกัน ไม่รู้สึกว่าไทยกับลาวเป็นพี่น้องกันอย่างที่เรารู้สึก ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาร่วมรบกันมา แต่ในทางตรงกันข้ามไทยนี่แหละที่เป็นฐานทัพที่ให้จักรวรรดินิยมอเมริกาในสมัยนั้น ไปทิ้งระเบิดคร่าชีวิตญาติมิตรของพวกเขา

อย่างไรก็ตามในระดับประชาชนทั่วไปกลับรู้สึกเป็นมิตรต่อไทยมาก เหมือนอย่างที่เรารู้สึกว่าไทย-ลาว-เขมร เป็นพี่น้องกันนั่นเอง แต่ไทยอาจจะ “โง่” หน่อยตรงที่คิดว่าไทยคือพี่ใหญ่ แทนที่จะคิดว่าเราเป็นเพื่อน (บ้าน) กัน ไทยเรามักจะดูถูกเขาทั้งที่ข้าราชการของเขานั้นเรียนจบมาสูง ๆ จากยุโรปตะวันออกก็มีมากมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ไปไกลถึงยุโรปและอเมริกากันมากมายแล้ว

ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และความเจริญในภูมิภาคนี้ จริง ๆ แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า อาณาจักรทางเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ เท่ากับประเทศไทย ลาว เขมรและพม่ารวมกันเลยทีเดียว เราซึมลึกเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านของเรามากมายแล้ว ถ้าผู้บริหารของไทยมีความสามารถ ป่านนี้เราชวนจังหวัดต่าง ๆ ของพวกเขามาเล่นกีฬาเขตของไทยแล้ว

ทุกวันนี้ละครไทย วัยรุ่นไทย และความนำสมัยของไทย เป็นที่ต้องตาต้องใจ และถือเป็นแบบอย่างของประเทศเพื่อนบ้านเราอยู่แล้ว ถ้าเราฉลาดพอ เราต้องสามารถหาประโยชน์จากการนี้ ในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้ถือเป็นอาณานิคมหรือประเทศราชทางเศรษฐกิจของไทยก็ว่าได้

ถ้าเราไปรบกับเขา ไม่ใช่กระทบเฉพาะกับเขมร แต่ลาว เวียดนาม พม่า ก็จะคิดหนัก ประเทศเพื่อนบ้านอื่นก็จะยิ่ง “เจาะยาง” ประเทศไทยยิ่งขึ้น เวียดนามก็มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและให้การสนับสนุนลาวและเขมรมากมาย เพื่อเอาชนะใจและผูกพันพวกเขาไว้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็จะวิ่งเข้าใส่สบายเขาไป
ถ้าไทยเรามีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่านี้ ไทยจะยิ่งใหญ่มาก ท่านทราบไหม เราเป็นมิตรที่ควรค่าแก่การคบในสายตาของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและบรูไน มากกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียเสียอีก เสียดายตอนนี้นอกจากไทยจะสูญเสียภาวะผู้นำในอาเซียนแล้ว ยังพาประเทศเข้าสู่สงครามอีก น่าอนาถแท้.

---------------------------------------------
บทความดีๆ จาก...
สยามรัฐ ฉบับวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2554 หน้า 16
ดร.โสภณ พรโชคชัย *
Facebook.com/pornchokchai

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ปิดม่าน คนโขน

บทความนี้คัดมาจาก นสพ.มติชนออนไลน์
บันทึกไว้เพื่อการศึกษา
...............

"ศรัณยู" เปิดใจในเฟซบุ๊ก โอดรายได้ "คนโขน" น้อยกว่าขีดต่ำสุดที่ประเมินไว้ วอน "พธม." เหมาโรงดู วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 10:00:00 น.
Share3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 21.56 น. ของวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดง-ผู้กำกับชื่อดัง และหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 ได้เขียนบทความ "ปิดม่าน คนโขน" ลงเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจาก "คนโขน" ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เขากำกับ ลงโรงฉายมาได้สามสัปดาห์ ทว่าเก็บรายได้ไปไม่มากนัก

โดยบทความของศรัณยูมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

----------


ปิดม่าน คนโขน


"ปาฏิหารย์ไม่มีจริง ทุกสรรพสิ่งมีผลมาจากเหตุและปัจจัย"

จั่วหัวไว้อย่างนี้ พี่น้องคงพอเดาได้ ว่าเนื้อหาบรรทัดต่อๆ ไปของบทความนี้จะเคลื่อนตัวไปในแนวไหน
กว่าสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับภารกิจทุกอย่างที่เจ้าของหนังคนหนึ่งพึงกระทำได้
นับตั้งแต่เปิดตัวประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ามีหนังเรื่อง คนโขน รออยู่ในโรงฉาย
ชักชวน อ้อนวอนคนรู้จักมากมายให้พากันมาดูหนังเรื่องนี้


ผมแอบฝันเล็กๆว่า หากมีพี่น้องพันธมิตร ซึ่งไม่ต้องถึงกับทั้งหมดหรอกครับ
เอาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเท่าที่มี พร้อมใจกันมาดูหนังเรื่องนี
รายได้ของหนังก็จะทะลุเกินเป้าที่นายทุนตั้งความหวังไว้แล้ว...
นายทุนเองยังพลอยยิ้ม เห็นด้วยกับความฝันของผมเลย

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!!!


ผมเพิ่งกลับจาก บ.สหมงคลฟีล์ม เพิ่งเปิดบัญชี ดูตัวเลขรายได้ทั้งหมดที่เก็บได้จนถึงรอบเมื่อกี้
ทุกคนตกใจ มันน้อยเกินกว่าระดับต่ำสุดที่เราประเมินไว้เสียอีก...น้อยจริงๆครับ
อย่าให้ผมบอกตัวเลขเลย ผู้ที่คอยลุ้นคอยให้กำลังใจผมตลอดมาจะพลอยหดหู่ใจกันเปล่าๆ
แต่คนที่อยู่ฟากฝั่งตรงข้ามหากเห็นตัวเลขนี้เข้า ก็คงจะสมน้ำหน้า ว่าสมแล้วหละมึง...

ถ้าจะบอกว่าผมไม่เสียใจ ก็คงจะเป็นการโกหกตัวเองเกินไป
เพียงแต่ว่าภายใต้ความชอกช้ำใจครั้งนี้ มันได้บอกอะไรกับผมหลายต่อหลายอย่าง
ในส่วนของตัวงานภาพยนตร์ ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว
เพราะเกือบทุกคนที่ดูคนโขน ต่างพากันชื่นชมในคุณค่าของงาน
ในมุมมองที่ต่างๆ กัน ตามแต่รสนิยมในการรับรู้ของแต่ละคน


จะมีบ้างบางมุม ที่เห็นต่างกันไป หรือมีบางมุมที่ไม่ชอบ ขัดใจ เช่นชะตากรรมของตัวละครในตอนจบ
ซึ่งผมถือว่านี่คือเสียงตอบรับที่ดี ที่ตัวหนังได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์
ไม่ใช่ตั้งใจชม หรือตั้งใจเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา


นักข่าวอาวุโสหลายท่านต่างเขียนชมภาพยนตร์เรื่อง "คนโขน" นี้กันไม่น้อย
ล่าสุดคอลัมน์ ซูม ในนสพ.ไทยรัฐฉบับเมื่อเช้านี้ (13 ก.ย. 2554) ก็กล่าวชมยาวทั้งคอลัมน์
บนความเสียดายของคุณซูมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ช้าไป


ในส่วนของกำลังใจจากพี่น้องพธม.นั้น ผมพูดอะไรไม่ออก
น้ำตามากมายของผมหยดลงบนบันทึกก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
คำว่าขอบคุณนับล้านคำ นับล้านครั้ง ก็ยังไม่เท่าน้ำใจไมตรีที่พี่น้องมอบให้กับหนังของผม


ผมได้รู้ว่า "เท่าที่ผมเป็น เท่าที่ผมมี"
มันยังไม่เพียงพอที่จะให้ผมยืนหยัดอยู่ในอาชีพนี้ได้ ในระดับของโอกาส ที่เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม
ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่ท้อหรอกครับ

ผมจะสู้ต่อไป ในอาชีพของผม ด้วยต้นทุนเท่าที่ผมมี
ผมยังหวังว่า สักวันหนึ่งคุณค่าของงานที่ได้สร้างไว้ในวันนี้คงจะมีโอกาสเข้าถึงการรับรู้ของผู้ชม
ด้วยรูปแบบของสื่อที่ต่างกันออกไป
เช่นจากแผ่น DVD ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแท้หรือแผ่นผี หรือถูกฉายในช่องฟรีทีวี
หรือแม้แต่ในวงสนทนาของผู้ที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ดีใจแล้วครับ


พรุ่งนี้ วันพุธที่ 14 กันยายน 2554 ก็จะเป็นวันสุดท้าย ที่หนัง "คนโขน" จะได้ฉายในโรงภาพยนตร์
ไม่มีโรงไหนยอมฉายหนังเรื่องนี้ต่อไปหรอกครับ ในเมื่อแต่ละรอบมีคนดูไม่เกินหลักสิบ
ผมไม่โทษโรงภาพยนตร์เลย ออกจะเห็นใจเขาด้วยซ้ำ


แต่ก็ยังดีที่กระทรวงวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของงานที่เหมาะแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
ยังดีที่บ.ไทยประกันชีวิต และ ธอส. ก็เห็นคุณค่านี้ด้วย
จึงเอื้อเฟื้อค่าใช้จ่ายในการเหมาโรงฉายให้นักเรียน หลากหลายโรงเรียนได้เข้าชมฟรี
โดยแจ้งความจำนงมาที่กระทรวง


ณ วันนี้ มีรอคิวอยู่แล้วประมาณ 20 โรงเรียน เรียงกันไปจนถึงอาทิตย์หน้า

ฉะนั้นหากพี่น้องท่านใด อยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสั่งลา

ก็ทำได้ด้วยการรวมตัวกันประมาณ 100 คนขึ้นไป นัดหมายกันไปซื้อตั๋วดูรอบเดียวกัน


โรงภาพยนตร์ก็จะเปิดรอบนั้นฉายให้เป็นกรณีพิเศษเป็นรอบๆ ไป
ซึ่งพี่น้องสามารถเลือกโรงที่สะดวก เดินทางง่าย โรงใดก็ได้
แต่ต้องแจ้งมาที่ผมก่อน หรือจะผ่านทาง ASTV มายังผมก็น่าจะได้
ผมจะได้ติดต่อเหมาโรงล่วงหน้าให้ในทันที

คิดเล่นๆ อีกสักครั้ง ฝันเล่นๆ อีกสักครา
หากพี่น้องพธม. พร้อมใจ รวมตัวกันมา เหมาโรงเหมารอบดูกันเอง
ไม่ต้องทั้งหมดของพธม.หรอกครับ

เอาแค่ซักครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกเราที่มี


วิกฤตของผมครั้งนี้ ก็จะพลิกฟื้น ต่อชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

อนิจจา..."ปาฎิหารย์คงไม่มีจริง เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนมีผลมาจากเหตุ และ ปัจจัย"

กราบคารวะน้ำใจของพี่น้องทุกท่านอีกสักครั้ง บนบทความว่าด้วยเรื่อง คนโขน ชิ้นสุดท้ายชิ้นนี้

เพราะรู้ว่า อ้อมแขนอันโอบอุ่นของพี่น้อง ยังคงประคองผมอยู่

จะมากจะน้อยแค่ไหน หากไม่ตาย ผมคงได้ทดแทนคุณครับผม


ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
๑๓ กันยายน ๒๕๕๔



...........................................................

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316011737&grpid=01&catid=08&subcatid=0801
บันทึกไว้เพื่อศึกษา

กุ้งนาง ปัทมสูติเสียชีวิตแล้ว




5 กันยายน 2554 กุ้งนาง ปัทมสูต อดีตดารานักแสดงชื่อดัง เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยจะมีพิธีรดน้ำศพ ในเวลา 16.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ศาลา 5 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน


กุ้งนาง เป็นบุตรสาวคนกลางของสุประวัติ ปัทมสูต นักแสดงอาวุโส และผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดัง กับนีรนุช เมฆใหญ่ โดยมีพี่สาวคือ ก้ามปู ซึ่งสมรสกับเป็ด เชิญยิ้ม นักแสดงตลกชื่อดัง และน้องชายชื่อกษาปณ์


กุ้งนาง เคยผ่านผลงานการแสดงและร้องเพลงมาแล้วและค่อนข้างมีเชื่อเสียงโด่งดังเมื่อกว่า 10 ก่อน จากนั้นก็ห่างหายจากวงการบันเทิงไปพักรักษาตัวและต่อสู้กับมะเร็งโรคร้ายจนสำเร็จ ก่อนที่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา เธอจะปรากฎตัวต่อสาธารณชนพร้อมกับแทรนด์แฟชั่นทันสมัยในแบรนด์สุดเก๋ของตัวเอง ZARANYA ที่เจ้าตัวทุ่มเทพิถีพิถันผลิตผลงานทุกชิ้นออกมาอย่างประณีตด้วยเทคนิคการเย็บเม็ดคริสตัลทีละเม็ด ซึ่งเมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา ใน Autumn Winter 2010 กุ้งนางเพิ่งนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปจัดแสด ในงาน ′′His & Her Fashion Week Autumn Winter 2010′′


กุ้งนาง ปัทมสูตร ได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอาการป่วยมะเร็งของตัวเองใน นิตยสาร เรื่องผู้หญิง Woman′ s story ในชื่อเรื่อง "ลาจาก..โรคมะเร็งร้าย" โดยมีเนื้อหาดังนี้


"เรื่องที่เกิดขึ้นคงตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งนะคะ เป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สิ่งที่โชคดีก็คือเราตรวจเจอมันเร็ว แล้วเดินหน้าลุยใส่มัน ไม่ว่าจะผ่าตัด ฉายแสง ทำทุกอย่างที่เค้าต้องทำกัน แล้วเราก็รอดมาได้ จนถึงตอนนี้คุณหมอเช็คทุกอย่าง ไม่มีเชื้อนั้นอยู่ในตัวเราเลย ซึ่งเราก็ถือว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดที่มันเกิดขึ้นกับเรา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะเป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดสำหรับชีวิตเราก็ตามค่ะ(ยิ้ม)


ช่วงที่ตรวจเจอว่าเป็นโรคมะเร็งคือ เมื่อปีที่แล้วนี่เองนะคะ ซึ่งคืนนั้นที่ไปฟังผลก็ต้องบินไปทำงานที่ยุโรปเพื่อไปดูเทรนด์แฟชั่นด้วย เลื่อนทุกอย่างไม่ได้เลย แล้วรอผลจากหมอก็เลื่อนไม่ได้เหมือนกัน ก็เลยคิดว่าชีวิตมันก็ต้องเดินไปตามสเต็ปที่วางเอาไว้ ก็ไปฟังผลก่อนปรากฏว่าคือ ตรวจพบ เป็นมะเร็งค่ะ

หมอก็เลยให้เราเข้าเครื่องสแกน หาว่าเราเป็นระยะที่เท่าไร ทำอะไรกับมันได้บ้าง ต้องรักษาวิธีไหน หลังจากเข้าเครื่องเสร็จยังไม่ทันจะรู้ว่ามันเป็นอะไร ก็ต้องขึ้นเครื่องบินไปก่อน พอลงจากเครื่องก็โทรถามหมอว่าตกลงเราเป็นประมาณไหน ต้องรักษายังไงบ้าง แล้วตอนนั้นเราก็ต้องไปทำงานด้วย เป็นอะไรที่เรารู้สึกใจฝ่อมากๆ แล้วอาหารที่ยุโรปก็เป็นอะไรที่บำรุงโรคนี้ทั้งนั้นเลยนะ เค้าจะให้กินแบบชีวจิต เราคงกินไม่ได้ เพราะที่โน่นอากาศมันก็เย็น อยู่ไม่ได้แน่ ก็ตัดสินใจกินแบบปกติ แล้วเหมือนคุยกับตัวเองว่าเราเจอมันแล้วอย่ามาเป็นอะไรเยอะตอนนี้นะ ตั้งสติก่อนว่าฉันยังเป็นอะไรไม่ได้ ฉันจะต้องผ่านตรงนี้ไป แล้วจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี


หลังจากนั้นคุณหมอก็วินิจฉัยโน่นนั่นนี่ รายละเอียดมากๆ ก็โทรกลับมาคุยอีก จำได้ว่าปีที่แล้วเสียค่าโทรศัพท์เฉพาะเรื่องนี้ไปหมื่นกว่าบาท หมอก็บอกว่าให้เราทำงานให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น เค้าว่ามันจัดการได้ แต่ต้องมาวินิจฉัยกันอีกทีหลังจากที่ผ่าตัดไปแล้วว่ามันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เราก็ถามว่าบอกเลยไม่ได้เหรอ เพราะนาทีนั้นเราก็ร้อนใจมากเหมือนกัน ซึ่งเราก็รู้มาเหมือนกันว่าคนที่ฉายแสง คนที่ให้คีโม ผลกระทบมันเป็นยังไง คือเราก็อยากรู้ว่าต่อไปเราจะเป็นยังไง หมอก็เลยให้ใจเย็นก่อนแล้วเค้าจะไปปรึกษากันก่อนว่าเคสประมาณนี้มันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เสร็จแล้วรุ่งเช้าก็โทรหาหมออีก ถามว่าตกลงยังไงคะ หมอบอกว่าถ้าฉายแสงก็ประมาณ 28 ครั้ง อาทิตย์ละ 5 วัน ติดกัน เราก็โอเคไม่เป็นไร สู้! หมอก็ถามอีกว่าเราจะผ่าได้เมื่อไร แล้วพอดีว่าตอนที่รู้เรื่องว่าป่วย เจ้านายใหญ่ก็อยู่ด้วย ท่านก็เข้าใจก็บอกว่าถ้ากลับมาจากยุโรปเราจะเข้ารักษาก็ทำได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน กุ้งนางก็เลยขอแอดมิททันทีหลังจากลงเครื่อง จากนั้นก็รอให้ร่างกายได้พักปรับตัวคืนหนึ่งก็เข้าห้องผ่าตัดทันทีเลยค่ะ


จำได้ว่าเข้าห้องผ่าตัด 7 ชั่วโมง เลาะออกหมดเลยนะ แต่รังไข่หมอย้ายเอาไปไว้ข้างหลัง เพื่อที่เราจะยังมีฮอร์โมนจะได้ไม่กิน หรือฉีดเพิ่มเข้าไป หลังจากรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วก็ทำตามขั้นตอนต่อไปคือฉายแสง 28 ครั้ง เช็คเกล็ดเลือด ถ้าต่ำลงก็ต้องหยุดฉายแสงก่อน แล้วก็โดปให้ร่างกายมันฟื้นกลับขึ้นมาถึงจะฉายแสงต่อได้ ใช้เวลารักษาทั้งหมดรวมๆ ก็ 6 เดือนค่ะ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจริงๆ แค่เกือบเดือน ตอนนี้ก็หายแล้ว แต่ว่าคุณหมอก็ยังนัดไปทุกๆ 3 เดือนอยู่นะคะ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่รักษาได้ทันค่ะ... "

.........................................................

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315203697&grpid=01&catid=08&subcatid=0801

หลับให้สบายนะคะ...