วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

กุ้งนาง ปัทมสูติเสียชีวิตแล้ว




5 กันยายน 2554 กุ้งนาง ปัทมสูต อดีตดารานักแสดงชื่อดัง เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยจะมีพิธีรดน้ำศพ ในเวลา 16.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ศาลา 5 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน


กุ้งนาง เป็นบุตรสาวคนกลางของสุประวัติ ปัทมสูต นักแสดงอาวุโส และผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดัง กับนีรนุช เมฆใหญ่ โดยมีพี่สาวคือ ก้ามปู ซึ่งสมรสกับเป็ด เชิญยิ้ม นักแสดงตลกชื่อดัง และน้องชายชื่อกษาปณ์


กุ้งนาง เคยผ่านผลงานการแสดงและร้องเพลงมาแล้วและค่อนข้างมีเชื่อเสียงโด่งดังเมื่อกว่า 10 ก่อน จากนั้นก็ห่างหายจากวงการบันเทิงไปพักรักษาตัวและต่อสู้กับมะเร็งโรคร้ายจนสำเร็จ ก่อนที่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา เธอจะปรากฎตัวต่อสาธารณชนพร้อมกับแทรนด์แฟชั่นทันสมัยในแบรนด์สุดเก๋ของตัวเอง ZARANYA ที่เจ้าตัวทุ่มเทพิถีพิถันผลิตผลงานทุกชิ้นออกมาอย่างประณีตด้วยเทคนิคการเย็บเม็ดคริสตัลทีละเม็ด ซึ่งเมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา ใน Autumn Winter 2010 กุ้งนางเพิ่งนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปจัดแสด ในงาน ′′His & Her Fashion Week Autumn Winter 2010′′


กุ้งนาง ปัทมสูตร ได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอาการป่วยมะเร็งของตัวเองใน นิตยสาร เรื่องผู้หญิง Woman′ s story ในชื่อเรื่อง "ลาจาก..โรคมะเร็งร้าย" โดยมีเนื้อหาดังนี้


"เรื่องที่เกิดขึ้นคงตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งนะคะ เป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สิ่งที่โชคดีก็คือเราตรวจเจอมันเร็ว แล้วเดินหน้าลุยใส่มัน ไม่ว่าจะผ่าตัด ฉายแสง ทำทุกอย่างที่เค้าต้องทำกัน แล้วเราก็รอดมาได้ จนถึงตอนนี้คุณหมอเช็คทุกอย่าง ไม่มีเชื้อนั้นอยู่ในตัวเราเลย ซึ่งเราก็ถือว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดที่มันเกิดขึ้นกับเรา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะเป็นเรื่องที่ร้ายที่สุดสำหรับชีวิตเราก็ตามค่ะ(ยิ้ม)


ช่วงที่ตรวจเจอว่าเป็นโรคมะเร็งคือ เมื่อปีที่แล้วนี่เองนะคะ ซึ่งคืนนั้นที่ไปฟังผลก็ต้องบินไปทำงานที่ยุโรปเพื่อไปดูเทรนด์แฟชั่นด้วย เลื่อนทุกอย่างไม่ได้เลย แล้วรอผลจากหมอก็เลื่อนไม่ได้เหมือนกัน ก็เลยคิดว่าชีวิตมันก็ต้องเดินไปตามสเต็ปที่วางเอาไว้ ก็ไปฟังผลก่อนปรากฏว่าคือ ตรวจพบ เป็นมะเร็งค่ะ

หมอก็เลยให้เราเข้าเครื่องสแกน หาว่าเราเป็นระยะที่เท่าไร ทำอะไรกับมันได้บ้าง ต้องรักษาวิธีไหน หลังจากเข้าเครื่องเสร็จยังไม่ทันจะรู้ว่ามันเป็นอะไร ก็ต้องขึ้นเครื่องบินไปก่อน พอลงจากเครื่องก็โทรถามหมอว่าตกลงเราเป็นประมาณไหน ต้องรักษายังไงบ้าง แล้วตอนนั้นเราก็ต้องไปทำงานด้วย เป็นอะไรที่เรารู้สึกใจฝ่อมากๆ แล้วอาหารที่ยุโรปก็เป็นอะไรที่บำรุงโรคนี้ทั้งนั้นเลยนะ เค้าจะให้กินแบบชีวจิต เราคงกินไม่ได้ เพราะที่โน่นอากาศมันก็เย็น อยู่ไม่ได้แน่ ก็ตัดสินใจกินแบบปกติ แล้วเหมือนคุยกับตัวเองว่าเราเจอมันแล้วอย่ามาเป็นอะไรเยอะตอนนี้นะ ตั้งสติก่อนว่าฉันยังเป็นอะไรไม่ได้ ฉันจะต้องผ่านตรงนี้ไป แล้วจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี


หลังจากนั้นคุณหมอก็วินิจฉัยโน่นนั่นนี่ รายละเอียดมากๆ ก็โทรกลับมาคุยอีก จำได้ว่าปีที่แล้วเสียค่าโทรศัพท์เฉพาะเรื่องนี้ไปหมื่นกว่าบาท หมอก็บอกว่าให้เราทำงานให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น เค้าว่ามันจัดการได้ แต่ต้องมาวินิจฉัยกันอีกทีหลังจากที่ผ่าตัดไปแล้วว่ามันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เราก็ถามว่าบอกเลยไม่ได้เหรอ เพราะนาทีนั้นเราก็ร้อนใจมากเหมือนกัน ซึ่งเราก็รู้มาเหมือนกันว่าคนที่ฉายแสง คนที่ให้คีโม ผลกระทบมันเป็นยังไง คือเราก็อยากรู้ว่าต่อไปเราจะเป็นยังไง หมอก็เลยให้ใจเย็นก่อนแล้วเค้าจะไปปรึกษากันก่อนว่าเคสประมาณนี้มันจะต้องฉายแสงกี่ครั้ง เสร็จแล้วรุ่งเช้าก็โทรหาหมออีก ถามว่าตกลงยังไงคะ หมอบอกว่าถ้าฉายแสงก็ประมาณ 28 ครั้ง อาทิตย์ละ 5 วัน ติดกัน เราก็โอเคไม่เป็นไร สู้! หมอก็ถามอีกว่าเราจะผ่าได้เมื่อไร แล้วพอดีว่าตอนที่รู้เรื่องว่าป่วย เจ้านายใหญ่ก็อยู่ด้วย ท่านก็เข้าใจก็บอกว่าถ้ากลับมาจากยุโรปเราจะเข้ารักษาก็ทำได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน กุ้งนางก็เลยขอแอดมิททันทีหลังจากลงเครื่อง จากนั้นก็รอให้ร่างกายได้พักปรับตัวคืนหนึ่งก็เข้าห้องผ่าตัดทันทีเลยค่ะ


จำได้ว่าเข้าห้องผ่าตัด 7 ชั่วโมง เลาะออกหมดเลยนะ แต่รังไข่หมอย้ายเอาไปไว้ข้างหลัง เพื่อที่เราจะยังมีฮอร์โมนจะได้ไม่กิน หรือฉีดเพิ่มเข้าไป หลังจากรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วก็ทำตามขั้นตอนต่อไปคือฉายแสง 28 ครั้ง เช็คเกล็ดเลือด ถ้าต่ำลงก็ต้องหยุดฉายแสงก่อน แล้วก็โดปให้ร่างกายมันฟื้นกลับขึ้นมาถึงจะฉายแสงต่อได้ ใช้เวลารักษาทั้งหมดรวมๆ ก็ 6 เดือนค่ะ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจริงๆ แค่เกือบเดือน ตอนนี้ก็หายแล้ว แต่ว่าคุณหมอก็ยังนัดไปทุกๆ 3 เดือนอยู่นะคะ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่รักษาได้ทันค่ะ... "

.........................................................

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315203697&grpid=01&catid=08&subcatid=0801

หลับให้สบายนะคะ...