วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมชาติชัดๆ..ด้วยรัฐซ้อนรัฐ

น้อมคารวะ..เจ้าของข้อมูล
ขออนุญาตแบ่งปัน ณ บันทึกนี้
เพื่อเปิดความฉลาดทางปัญญาให้กับตัวเอง
และพร้อมแบ่งปันเพื่อนพ้องน้องพี่





















จากการวิเคราะห์กันหลายฝ่าย

มีความเห็นตรงกันว่า
การล้มอำนาจเสรีนิยมแบบประชาธิปไตยคราวนี้
กลุ่มนำอนุรักษ์นิยมและจารีตนิยม จะอาศัย อำนาจทหาร และอำนาจตุลาการอย่างเดียวนั้นไม่ง่ายอีกแล้ว

สภาพคล้ายกับเมื่อ 2516-2519
ที่แนวความคิดเสรีนิยม แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

แต่แนวทางในการตอบโต้และเอาชนะ แนวคิดเสรีนิยมนั้น
ยังคงเดินไปตามแนวทางที่เคยใช้ได้ผล(สั้นๆ) ในช่วง 2519

โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมสุดขั้ว ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า สิ่งที่ตามมาหลังจาก 2519 เป็นอย่างไร
สิ่งที่พวกเขามองเห็นเป็นเพียง การรักษาอำนาจในการควบคุมระบบเศรษกิจ และการใช้สอยทรัพยากรไว้ในกลุ่มพวกตน
ด้วยการร่วมมือกัน แบ่งปันผลประโยชน์ กับกลุ่มทหารที่อาศัย"ภาพ"บางอย่าง ในการรับรองการกระทำและโฆษณาชวนเชื่อ
ว่าทำเพื่อสังคมไทย ให้สงบสุข

แม้ในวันนี้เอง
ในหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี หลายคอลัมน์ ยังคงพูดกันว่า
อำนาจการเมืองที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องให้เกียรติ ทหารด้วย
แปลว่า ทหารซึ่ง Collarborated กับ จารีตนิยม ยังคงมีบทบาทในการดำเนินการบริหารรัฐกิจ เช่นเคย

ดังนั้น แนวทางในการ "ล้ม" อำนาจที่มาจากประชาชน จึงต้องทำให้เกิด สภาพ "รัฐซ้อนรัฐ"
และทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลประชาธิปไตย ทำงานไม่เป็น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้

หนึ่งในปัญหาใหญ่ในวันนี้
ซึ่งหลายฝ่ายคิดว่า เป็นความตั้งใจให้เกิดขึ้น หลายฝ่ายก็ยังไม่แน่ใจ คือ "น้ำท่วมใหญ่"

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการแก้ไข ปัญหานี้ เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า

"มีขบวนการ ใช้สถานการณ์นี้ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แน่นอน"
นอกจากนั้น หากเราได้ติดตามสถานการณืข่าวสารอย่างรอบด้าน เราก็พบว่า
ในขณะที่รัฐบาล กำลังสาละวนกับการแก้ปัญหา
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหลายประการเช่น
การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงให้รัฐบาลจากหน่วยราชการ
การทำงานแบบ"ครึ่งตัว" ของทหาร
การปลุกกระแส ความไม่พอใขจให้มากขึ้น
การทำให้คนเสื้อแดง แตกแยกกับพรรคเพื่อไทย
การทำให้ขบวนการภาคประชาชน แยกกับภาคการเมือง

การออกปรากฏตัวต่อสื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแย่งซีนทุกๆโอกาสที่ทำได้

การที่ กทม. ออกภาพว่า หากไม่สนับสนุนกทม.น้ำจะท่วม กรุงเทพฯ ทั้งๆที่ กทม. ไม่ทำอะไรเพื่อเตรียมการเลย
การปล่อยน้ำเพิ่มในอัตราสูง จนทำให้อัตราการไหลของน้ำ มีมากกว่า 10-12 กม.ต่อ ชั่วโมง
ทั้งๆที่อัตราการไหลของน้ำในเจ้าพระยา ในฤดูน้ำหลาก จะอยู่ที่ 5-6 กม.ต่อชั่วโมง
(จึงทำให้ แนวกันน้ำทนแรงกดดันของน้ำไม่ได้ทุกจุด)

ในวันสองวันนี้ เราอาจได้เห็น "ศปภ. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย" อีกแห่งหนึ่ง เพื่อย้ำ ภาพ รัฐซ้อนรัฐ
มีภาพ องคมนตรี ออกมาประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม นี่ก็ รัฐซ้อนรัฐ

พวกเราจะรับไหวไหมครับ...

.........................................
ขอบคุณ มา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง