วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

แจก Tablet ชั้น ม.1 เทอม 2 แน่นอน



ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช  ลั่น..เทอม 2 เดินหน้าซื้อแท็บเล็ตแจก ม.1 อีกประมาณ 6-7 แสนเครื่อง เล็งตั้งงบปี 56 ดำเนินการ เบื้องต้นคาดใช้สเปกเดียวกับ ป.1 หรืออาจจะกำหนดใหม่ให้เหมาะสม ไม่ฟันธงจัดซื้อแบบเดียวกับ ป.1 แต่เสนอไอเดียให้เงินพ่อแม่ไปซื้อแท็บเล็ตเอง พร้อมเผยเร็วๆ นี้ จะหารือกับคุรุสภา หาทางเปิดช่องให้คนไม่จบสายครูมาสอบเป็นครูโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มได้
วันนี้ (27มี.ค.55) ที่โรงแรมรอยัลซิตี้ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา เรื่อง ภารกิจของคุรุสภาในคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษา เงื่อนไขความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พร้อมมอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ว่า ตนเน้นย้ำเสมอว่า นโยบายของ ศธ.นั้น มีเป้าหมายที่ต้องการให้ลูกหลานของเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเรา ส่งเสริมให้เด็กมีความเจริญก้าวหน้า ขณะเดียวกัน ก็จะดูแลคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย อย่างไรก็ตาม หลายครั้งพบปัญหาทำให้จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “กฎระเบียบ” กับ “เป้าหมาย” แต่สุดท้ายก็ไม่จำเป็นต้องฝ่าฝืนกฎระเบียบ แต่ควรปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น กรณีปัญหาการเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ที่ติดขัดในส่วนกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แม้ผู้เรียนจะเรียนจบจริง แต่หาก สกอ.ไม่รับรองไปขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จากคุรุสภาก็ไม่ออกให้ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เรียน แบบนี้ก็จำเป็นต้องหาแก้ไขเพื่อช่วยเหลือ



“ผมกำลังจะหารือกับทางเลขาธิการคุรุสภา เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนให้คนที่จบในสาขาอื่นแต่อยากจะมาเป็นครูสามารถมาสอบเป็นครูได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน ป.บัณฑิต ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถตอบได้ว่าจะถึงขั้นของการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ต้องหารือกันอีกครั้ง เพียงแต่เห็นว่าแม้เราจะมีการผลิตครูพันธุ์ใหม่ และมีการประกันการมีงานทำแต่ก็มองว่าเราน่าจะประกันการมีงานทำเพียง 30% ของจำนวนการรับครูในแต่ละปี ซึ่งหมายถึงว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะต้องมีการสอบบรรจุครูปีละ 20,000 คน เพื่อทดแทนอัตราเกษียณในจำนวนนี้ก็ประกันที่ไว้สำหรับครูพันธุ์ใหม่ 30% เพื่อกระจายโอกาสให้คนอื่นๆ ที่แม้ไม่ได้จบสาขาครูมาสอบแข่งขัน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ต่อไปนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 จะได้ใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตในการเรียนการสอนซึ่งตนเรียกว่า ครูแท็บเล็ต ซึ่งจะจัดซื้อจำนวน 1 ล้านเครื่อง ราคาเครื่องละประมาณ 2,500 บาท โดยเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนต่อไป ศธ.จะจัดทำระบบเซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อให้โรงเรียนหรือเขตพื้นที่สามารถเข้ามาดาวน์โหลดเนื้อหาต่างๆ ลงแท็บเล็ตเพื่อใช้การเรียนการสอนได้เอง ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้โรงเรียนจัดซื้อแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพิ่มเติมได้เองโดยไม่ต้องรอให้ส่วนกลางจัดซื้อให้ และต้องมีการแข่งขันอย่างโปร่งใส และในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 นี้ ตนจะจัดซื้อแท็บเล็ตให้ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประมาณ 6-7 แสนเครื่อง โดยจะตั้งงบประมาณการจัดซื้อในปี 2556 ซึ่งเบื้องต้นอาจจะใช้สเปคเดียวกับที่ซื้อให้ป.1 หรืออาจจะพิจารณาในเรื่องสเปคใหม่ที่เหมาะสม ส่วนการจัดซื้อจะทำแบบเดียวกับที่ซื้อให้ป.1 หรือไม่นั้นต้องพิจารณาอีกครั้งเพราะตนเป็นเพียงผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม อยากให้ ผอ.สพท.ช่วยคิดและเสนอว่าหากซื้อให้ ม.1 จะจัดงบประมาณในการซื้อให้หรือให้เงินผู้ปกครองไปซื้อเอง

 


จาก..
http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=8769202602043439473#editor/target=post;postID=5687090658917007548
27 มีนาคม 2555

ทีม ICT สหรัฐแนะการ"เทคโนโลยี"เพื่อการศึกษา




ทีมไอซีทีสหรัฐแนะ 5 แนวทาง ใช้ "เทคโนโลยี" เพื่อการศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังคณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐ (USABC)นำโดย Mr.Alexander C.Feldman ประธาน USABC และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา เข้าพบเพื่อหารือการส่งเสริมเทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อการศึกษาของไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า USABC พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากหลายบริษัทคือ AT&T Cisco Dell Google HP MasterCard Microsoft Qualcomm Intel และ Seagate เข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา

โดยแต่ละบริษัทได้รายงานให้ทราบถึงวิธีการอบรมพัฒนานักเรียนนักศึกษา และครูผู้สอนของไทย ผ่านโปรแกรมต่างๆ เป็นจำนวนมากในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้นำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาที่สำคัญ 5 เรื่อง คือ Access ซึ่งนักเรียนต้องสามารถ "เข้าถึง" เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ Innovation โดยหน่วยงานหรือภาครัฐต้องมีนโยบายในการติดตาม "นวัตกรรม" ที่ทันสมัย Transparent หรือ "ความโปร่งใส" ในการบริหารโครงการ เช่น การจัดซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ Empowerment การที่ทำให้ครู "มีความสามารถ" ที่จะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการศึกษา Investment คือ "การลงทุน" ให้ถูกทางและเหมาะสม

"สำหรับนโยบายการแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ป.1 และ ม.1 นั้น ได้ย้ำให้ว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดหา จึงดำเนินการในลักษณะ Government to Government หรือจีทูจี ส่วนการจัดซื้อจัดหาซอฟต์แวร์ หรือเนื้อหาต่างๆ นั้น ศธ.จะส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยให้แต่ละโรงเรียนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เหมาะสมเองได้ ให้ผู้บริหารสถานศึกษาไปตัดสินใจเอง ตนจะดูการแข่งขันอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม" ศ.ดร.สุชาติกล่าว


ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
จาก http://www.kroobannok.com/49407
31 มีค.55

MOU กับรัฐบาลจีน ซื้อแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง




ครม.เห็นชอบทำ MOU กับรัฐบาลจีน ซื้อแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท แทนจัดซื้อแบบจีทูจี สพฐ.ชงขอแท็บเล็ตล็อตแรกถึงไทยหลังลงนาม 15 วัน อย่างต่ำ 2 พันเครื่อง หรือเป็นไปได้ขอให้ได้ 5 หมื่นเครื่อง ตั้งเป้านำมาใช้อบรมวิทยากรแกนนำถ่ายทอดเทคนิคการใช้แท็บเล็ตพัฒนาการเรียนการสอนให้ครู

วันนี้ (20 มี.ค. 2555) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ไทยทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU กับรัฐบาลจีน เพื่อจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตจำนวน 9 แสนเครื่อง วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท จากประเทศสาธารณประชาชนจีน แทนแผนเดิมที่กำหนดจัดซื้อแท็บเล็ตจากจีนในระบบ Goverment To Goverment หรือ จีทูจี นั้นจริงๆ แล้ว ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์เริ่มต้นแต่แรกของ 2 ประเทศอยู่แล้ว รัฐบาลไทยและจีนได้ลงนามความร่วมมือกันเมื่อปลายปี 2554 ใน 4 เรื่อง คือ รถไฟความเร็วสูง พลังงานทดแทน ท่าเรือน้ำลึก และแท็บเล็ต ซึ่งในส่วนของแท็บเล็ตนั้น รัฐบาลจีนจะช่วยเหลือให้ไทยสามารถจัดหาเครื่องแท็บเล็ตที่มีคุณภาพ ตามสเปกที่ไทยต้องการและในราคาต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ การเปลี่ยนมาทำ MOU จัดซื้อแท็บเล็ตกับรัฐบาลจีนแทนการจัดซื้อแบบจีทูจี นั้นไม่ได้มีข้อแตกต่างอะไรกันมาก ในเรื่องของเงื่อนไขความรับผิดชอบเท่านั้น รัฐบาลจีนยังคงยื่นมือมาช่วยให้ไทยได้เครื่องแท็บเล็ตที่มีคุณภาพในราคาประหยัด โดยรับภาระจะไปเจรจากับผู้ผลิตแท็บเล็ตในประเทศให้ เพียงแต่การทำสัญญาซึ่งจะผูกผันความรับผิดชอบนั้น ก็ต้องสอดคล้องกับระบบของทั้ง 2 ประเทศ” นายชินภัทร กล่าวและว่า หลังจากมีการลงนามใน MOU กับรัฐบาลจีนแล้ว คาดว่า แท็บเล็ตล็อตแรกจะมาถึงไทยภายใน 15 วัน เบื้องต้นเจรจาให้จัดส่งล็อตแรกจำนวน 2,000 เครื่อง แต่อาจขอเพิ่มเป็น 50,000 เครื่อง เพราะ สพฐ.ต้องการนำแท็บเล็ตล็อตนี้ไปใช้ในการอบรมพัฒนาวิทยากรแกนนำสำหรับถ่ายทอด เทคนิคการใช้แท็บเล็ตประกอบการเรียนการสอนให้ครู ตามแผนที่วางไว้ จะมีการอบรมสร้างวิทยากรระดับเทพออกมา 100 คน จากนั้นวิทยากรระดับเทพจะไปขยายผลสร้างวิทยากรแกนนำอีก 1,000 คน ให้แล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้วิทยากรแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ เทคนิคการใช้แท็บเล็ตประกอบการเรียนการสอนให้ศึกษานิเทศก์และครูจำนวน 15,000 คน ในช่วงต้นเดือน พ.ค.


นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คาดว่า แท็บเล็ตล็อต 2 จะมาถึงช่วงเปิดภาคเรียนแล้ว และจะทยอยมาเรื่อยๆ ประมาณ 3 ล็อตใหญ่ๆ แต่ท้ายสุด โรงเรียนทุกแห่งจะได้รับแท็บเล็ตทันใช้แน่นอน เพราะโดยธรรมชาติของการเรียนการสอนชั้น ป.1 นั้น ช่วง 1 เดือนแรกจะเป็นการปรับสภาพนักเรียนอนุบาลให้พร้อมสำหรับการเรียนระดับประถมศึกษา ยังไม่มีการเรียนเนื้อหามากนัก อย่างไรก็ตาม ในการเข้าพบนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้รายงานความพร้อมของการดำเนินการ ซึ่งนายกฯให้ข้อแนะนำว่า แท็บเล็ตควรเป็นอุปกรณ์ที่นักเรียนสามารถนำติดตัวไปเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ในทุกเวลา เพราะฉะนั้น ในแท็บเล็ตต้องมีเนื้อหาส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ป.1 เช่น การเรียนรู้ตัวอักษร พยัญชนะ การคัดลายมือ ฝึกกล้ามเนื้อ การวาดรูป รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เพราะฉะนั้น สพฐ.จะมีการส่งเสริมการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่จะนำมาใช้กับแท็บเล็ต โดยแบ่งแผนการดำเนินการเป็น 3 ระยะ 3 เดือนแรก จะเป็นการส่งเสริมให้ครูรู้จักการใช้สื่อ E-Content ที่มีอยู่ และ Learning Object ของ สพฐ.อีก 336 เรื่อง ส่วน 3 เดือนต่อไป จะเป็นการส่งเสริมให้ครูพัฒนาสื่อขึ้นมาเอง โดยผ่านการประกวดแข่งขัน สื่อดีๆ จะได้รับการคัดเลือกให้อัปโหลดไปอยู่ใน Edu-Store ของ สพฐ.ซึ่งครูผู้พัฒนาสื่อดังกล่าวขึ้นก็จะได้เครดิตไป และผลงานตรงนี้จะมีผลต่อการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของเจ้าตัวด้วย สำหรับ 3 เดือนสุดท้าย จะเป็นช่วงเวลาของการขยายผล ส่งเสริมให้ครูใช้สื่อต่างๆ ที่ สพฐ.และครูพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากที่สุด โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จจากผลสัมฤทธิ์นักเรียนทีดีขึ้น การเรียนรู้เนื้อหาต่างๆ ทำได้เร็วขึ้น.


เอ็มโอยูซื้อแท็บเล็ต..ไม่ผ่านอีออกชั่น



ชง ครม.ทำเอ็มโอยูซื้อแท็บเล็ต...ไม่ต้องผ่านอีออกชั่น

"สุชาติ"เผยหารือแล้ว 3 ฝ่ายล้มจีทูจีไทย-จีน ให้ ก.ต่างประเทศ เซ็นเอ็มโอยู "ไอซีที" จัดซื้อลดปัญหาวิ่งเต้นติดสินบน ...20 มีนา รู้ผลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เอาด้วยป่ะ!

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 20 มี.ค.55 ตนจะเสนอเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ตามโครงการ One Tablet PC Per Child โดยจะเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจากระบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government to Government) หรือจีทูจี มาเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู ซึ่งเป็นไปตามข้อหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งจะเสนอขอต่อคณะกรรมการวัสดุครุภัณฑ์ (กวภ.) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีออกชั่น ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นผู้ลงนามในเอ็มโอยู และกระทรวงไอซีทีจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สาเหตุที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจากระบบจีทูจี มาเป็นเอ็มโอยู เนื่องจากการจัดซื้อระบบจีทูจี แต่ละหน่วยงานให้คำจำกัดความไม่เหมือนกัน บางหน่วยงานเห็นว่าจะต้องมีความเข้มกว่านี้ โดยรัฐบาลจะต้องเอาแท็บเล็ตมาส่งให้แก่รัฐบาลไทย ซึ่งจะให้รัฐบาลจีนมารับผิดชอบและรับประกันบริษัทที่ได้รับเลือกคงทำไม่ได้ แต่รัฐบาลจีนจะคอยช่วยเหลือและดูแลให้ และที่สำคัญการจัดซื้อด้วยวิธีเอ็มโอยูจะเป็นการป้องกันการวิ่งเต้นติดสินบนในการประมูลด้วย ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนจะแจกให้แก่นักเรียนไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 นั้น ตนเองก็รู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ก็จะพยายามทำให้ทันก่อนเปิดภาคเรียน

ต่อข้อถามว่า การเปลี่ยนมาใช้การจัดซื้อด้วยวิธีเอ็มโอยูเพื่อป้องกันการวิ่งเต้น แสดงว่าก่อนหน้านี้มีการวิ่งเต้นตัดสินบนแล้วใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่หมายความว่าถ้าไม่ซื้อภายใต้รัฐบาลต่อรัฐบาล และให้จัดซื้อภายในก็อาจจะเกิดปัญหาที่เราคาดไม่ถึง และการจัดซื้อในครั้งนี้เป็นโครงการแรกที่มีการจัดซื้อแท็บเล็ตเป็นล้านเครื่อง จึงกลัวว่าจะมีการวิ่งเต้นให้สินบนการซื้อจากการประมูล.

 
www.kroobannok.com
ที่มา สยามรัฐ
จาก http://www.kroobannok.com/49375
ด้วยความขอบคุณยิ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ





นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

       การศึกษาจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ประชาชนที่เข้มแข็งและมีความรู้ คือทุนที่มีพลังในการต่อสู้กับความยากจน ต้องมุ่งการกระจายประโยชน์อย่างเท่าเทียมและต้องมองประชาชนที่ลำบากเพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน การศึกษาคือกุญแจสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นในการทำให้ความยากจนกลายเป็นอดีต ในการพัฒนาการศึกษาเน้นปรัชญา“ความเท่าเทียม"และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้มีคุณภาพสำหรับเยาวชนทุกคนทุกพื้นที่ ดังนี้     

1.จัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนทุกคน คำว่า เยาวชน คือเด็กตั้งแต่อนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เยาวชนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกันทุกแห่ง ไม่ว่าในเมืองหรือชนบท ไม่ว่าจะเป็นโดยรัฐหรือเอกชน การประกอบอาชีพเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ รัฐบาลประกันรายได้ 300 บาทต่อคนต่อวัน 

2.ปั้นนักศึกษาไทยให้เป็นมืออาชีพ คำว่า นักศึกษา คือ อุดมศึกษา อาชีวศึกษา หรือสูงกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป    นักศึกษาจบแล้วต้องเป็นมืออาชีพ   พร้อมกับรัฐบาลประกันรายได้  ปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน  โดยกำหนดเป้าหมายให้นักเรียนและนักศึกษาเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่ทันสมัย   มีทักษะหลากหลาย  มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้และอยู่ร่วมกัน เป็นสังคมบนฐานความรู้ 
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
4 ด้านของการขยายโอกาสทางการศึกษา 


1. โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร  สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เนื่องจากความเป็นเลิศมักอยู่ในเมือง แต่นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทและมีฐานะยากจน รัฐบาลจึงมีโครงการ เช่น
v โครงการ One Tablet per Child เด็กไทยฉลาดต้องมี Tablet PC ถือไปโรงเรียน จะดำเนินการแจก Tablet PC ให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปโรงเรียน ให้มีสัญญาณวายฟาย (Wi-Fi) ฟรี ในที่สาธารณะ
v สร้างห้องการเรียนรู้  ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีครูมาเปิดสอนพิเศษ (โดยให้รัฐจ่ายค่าจ้างให้) แก่นักเรียนประถมศึกษา โดยติดตั้งซอฟแวร์การศึกษาและ e-Book ซึ่งจะมาแทนหนังสือเรียนตามปกติ ทำให้เกิด e-Learning เพื่อสร้าง Knowledge-based Society
v โครงการ e-Education  พัฒนาโปรแกรมและเนื้อหาที่จะพลิกโฉมโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตและส่งเสริมการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงโดยใช้ระบบการศึกษาที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง
v โครงการโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในฝันสู่อุดมศึกษาชั้นยอด  ให้มีคณะกรรมการโรงเรียน (School Board) ที่สามารถจัดจ้างคุณครูใหญ่และครูที่มีความสามารถเป็นเลิศ สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักเรียน เช่น หอพัก     รถโรงเรียน จักรยาน ฯลฯ
v โครงการพลังครู  พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ขยายโอกาส ด้วยการอบรมคุณธรรม    ทำบัญชีครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้ นำหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ และเพิ่มรายได้พิเศษให้เพียงพอ และขยายโอกาสใหม่ ๆ
v โครงการศูนย์การศึกษานานาชาติ

v หนึ่งโรงเรียนหนึ่งพยาบาล  เพื่อดูแลเด็ก ๆ และสามารถสอนหนังสือได้ด้วย

vโรงเรียนตัวอย่างในทุกอำเภอ  พัฒนาศักยภาพของโรงเรียนให้เป็นเลิศ โดยใช้การติดต่อสื่อสารด้วยวิทยาการที่ทันสมัย

               2. โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน  นักเรียนสามารถเข้าเรียนได้โดยที่ผู้ปกครองและนักเรียนไม่ต้องมีความกังกลในเรื่องทุนการศึกษา รัฐบาลจึงมีโครงการ เช่น
v Smart Card  เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน
v โครงการเรียนก่อนผ่อนทีหลัง  ส่งคืนเมื่อมีรายได้ (Income Contingency Loan Program)
v ทุนการศึกษาสานฝันนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศ  (โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน)
v กองทุนตั้งตัวได้  ประชาชนชาวไทยจะต้องตั้งตัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี คนอยากตั้งตัวมักไม่รู้ว่าจะตั้งตัวอย่างไร แต่คนที่จะตั้งตัวมักไม่มีทรัพย์สินติดตัว การที่จะทำให้ตั้งตัวได้ก็คือ ตั้งกองทุนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ตั้งกรรมการมาควบคุม ประกอบด้วย อาจารย์ ศิษย์เก่า ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ตัวแทนภาครัฐ และเอกชน เราใช้แนวคิดนี้ เพราะที่มหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนักเรียนที่กำลังจะจบ องค์ความรู้อยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งหมด การเป็นนักธุรกิจที่มีฐานความรู้ได้เปรียบกว่า จึงสร้างผู้ประกอบการได้มากกว่า

               3. โอกาสในการเพิ่มพูนและฝึกฝนทักษะ  นักเรียนทุกคนสามารถเติบโตได้ในโลกที่เป็นจริงการเรียนรู้บนการทำกิจกรรม (Activity-Based Learning)
v ส่งเสริมอาชีวศึกษา  ให้มีความสำคัญมากขึ้น มีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็นมืออาชีพ
v ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix-It Center) ตั้งเป้าหมายให้มีเพียงพอ เพื่อให้ บริการทุกชุมชน เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากทักษะของนักเรียนอาชีวศึกษาเพื่อให้บริการซ่อมราคาประหยัดแก่ประชาชนในชุมชน
v โครงการอัจฉริยะสร้างได้  ให้นักเรียนค้นหาความถนัดของตนเอง ในทุก ๆ สาขา
v โครงการ 1 ดนตรี 1 กีฬา 2 ภาษา  สนับสนุนให้เยาวชนได้มีความสามารถที่จะเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อความเป็นเลิศทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ต้องอยู่ในบรรยากาศของเจ้าของภาษาให้มากที่สุด วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จะต้องสร้างพื้นฐานในแข็งแกร่ง
v ปรับปรุงหลักสูตร  เลิกการท่องจำ ใช้การเรียนรู้เนื้อหาวิชาที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน เช่น ผ่าน Video Link รวมถึงมีการวัดผลที่มีมาตรฐานทันสมัย
v คนไทยที่อายุ 25 ปีขึ้นไปสามารถเทียบประสบการณ์ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้  สามารถเรียนในเวลาและนอกเวลา เพื่อให้ทันโลก และทันลูกหลาน

v สถาบันการศึกษาราชภัฎและอาชีวศึกษา  ค้นหาตัวเอง ให้รู้ว่าเก่งด้านไหน ส่งเสริมอาชีวศึกษา ให้มีความสำคัญมากขึ้น มีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็นมืออาชีพ จากนั้นเปิดให้ประชาชนไปพัฒนาเพิ่มเติมทักษะด้านต่าง ๆ ตามที่ต้องการตามความถนัด เรียนก่อนผ่อนทีหลัง หลังจากทำงานแล้วค่อยผ่อนใช้
v จัดศูนย์ฝึกอบรม  จะจัดศูนย์ฝึกในอาชีวศึกษา ให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้เรื่องที่สนใจ พัฒนาทักษะให้คนไทยเป็นผู้ชำนาญในสาขาต่าง ๆ ใช้ระบบเรียนก่อน ผ่อนทีหลัง

               4. โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ (โดยใช้ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ศูนย์วัฒนธรรมต่าง ๆ)
v โครงการ Internet ตำบล และ Internet หมู่บ้าน (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนค้นหาความถนัดของตนเอง เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อการต่อยอดในสิ่งที่ต้องการทำและสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวิชาชีพ
v สถานที่รวมกลุ่มอย่างสร้างสรรค์แก่เด็กวัยเรียน  โดยมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ มี วายฟาย (Wi-Fi) ให้ มีครูที่จะสอนการบ้าน


วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

งามภาพ..งามธรรม



งามภาพ...งามธรรม



..ขออนุญาตแบ่งปันความงดงามแด่เพื่อนๆนะคะ..

จุดเน้นการพัฒนาผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการ



ขออีกครั้ง..

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เส้นทางสู่ความสำเร็จการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ 
เป็นเรื่องสำคัญที่โรงเรียนควรรับทราบ ดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เส้นทางสู่ความสำเร็จการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561)ที่มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4 ใหม่ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ครูยุคใหม่ สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ และระบบบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งหวังพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข เป็นคุณภาพของเด็กไทยในอนาคต เป็นผู้ที่มีความสามารถ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ก้าวไกลสู่สากล และมีความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์

จุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน
คือ คุณภาพในตัวผู้เรียนที่มีความครอบคลุมในด้านความสามารถและทักษะ ตลอดจนคุณลักษณะที่จะช่วยเสริมให้ผู้เรียนมีคุณภาพบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร ซึ่งกำหนดไว้ ดังนี้

1.
  ความสามารถและทักษะของผู้เรียน
1.1ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3 มีความสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต และทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
1.2ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6 มีความสามารถอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง มีทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต และทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
1.3ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3 มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้  มีทักษะการคิดขั้นสูง  ทักษะชีวิต และทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
1.4ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6 มีความสามารถในการแสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้  ความสามารถใน  การใช้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มีทักษะการคิดขั้นสูง  ทักษะชีวิต และทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย

2.  คุณลักษณะ
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกระดับชั้นมีความเป็นพลเมือง รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่กำหนดไว้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมีคุณลักษณะที่ต้องเน้นเป็นการเฉพาะในแต่ละช่วงวัยและพัฒนาต่อเนื่องในทุกช่วงชั้น ดังนี้
·         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3 เน้นความใฝ่ดี
·         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6 ใฝ่เรียนรู้
·         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3 อยู่อย่างพอเพียง
·         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6 มีความมุ่งมั่นในการศึกษา และการทำงาน
สพฐ. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล โดยมีจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
·     ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มขีดความสามารในการเรียนรู้
·     ยุทธศาสตร์ที่ 2 กระตุ้น เร่งรัด การนำจุดเน้นสู่การปฏิบัติ
·     ยุทธศาสตร์ที่ 3สร้างความพร้อมให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน
·      ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างความเข้มแข็งการกำกับ ติดตามการพัฒนาผู้เรียน



 
เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพตามจุดเน้น
นักเรียนทุกคนมีความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะตามจุดเน้นแต่ละช่วงวัย


ตัวชี้วัดความสำเร็จ
1.    ร้อยละของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพตามจุดเน้น
2.    ระดับความสำเร็จของการนำจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนสู่การปฏิบัติ
3.    ระดับความสำเร็จของสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ได้สำเร็จตามจุดเน้น
4.    ระดับความสำเร็จของเขตพื้นที่การศึกษาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ตามจุดเน้น

บทบาทของสถานศึกษาเพื่อการขับเคลื่อนจุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
1.    จัดทำฐานข้อมูลผู้เรียน โรงเรียนตามจุดเน้น
2.    ศึกษาบริบทใน/นอกโรงเรียนเพื่อจัดทำแหล่งเรียนรู้ (สถานที่/บุคคล)
3.    ปรับ/ออกแบบตารางเรียน จัดการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนตามจุดเน้น
4.    ให้ความสำคัญการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
5.    จัดทำรายงานความก้าวหน้าของผู้เรียนตามจุดเน้น .



จุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนออกเป็น 5 ระยะดังนี้คือ 

เริ่มต้นวิเคราะห์
บ่มเพาะประสบการณ์
สานต่อองค์ความรู้
นำสู่วิถีคุณภาพ 
มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่  



ระยะที่ 1 เริ่มต้นวิเคราะห์  ภาคเรียนที่ 2 /2553 ทุกสถานศึกษาจะต้องมีผลการดำเนินงานครบ 6 ตัวชี้วัดคือ
              1. มีข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล ครบถ้วน พร้อมใช้
              2. มีแผนพัฒนาผู้เรียนตามจุดเน้นที่ชัดเจน ปฏิบัติได้
              3. มีฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนเพียงพอ
              4. มีตารางเรียนที่ยืดหยุ่นตามจุดเน้น
              5. มีกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน สัดส่วนเวลาเรียน 70:30
              6. มีเครื่องมือวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ครอบคลุมตามจุดเน้น

ระยะที่ 2 บ่มเพาะประสบการณ์  ภาคเรียนที่ 1/2554  ทุกสถานศึกษาจะต้องมี ผลการดำเนินงานครบ6 ตัวชี้วัดคือ
             1. ผู้เรียนได้สำรวจ สืบค้น ทำโครงงาน โครงการ จากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน   

             2. ครูใช้ แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างคุ้มค่า 
             3. บรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
             4. ชุมชนเข้าใจ ร่วมมือ สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้
             5.  ครูพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้/สื่อ  อย่างมีประสิทธิภาพ 
             6.  มีการนำผลการพัฒนาผู้เรียน ตามจุดเน้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ระยะที่ 3สานต่อองค์ความรู้ ภาคเรียนที่ 2/2554  ทุกสถานศึกษาจะต้องมีผลการดำเนินงานครบ4 ตัวชี้วัดคือ
            1. มีการนำผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้ในการปรับปรุงกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน 
            2. มีผลการวิจัยและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

            3. มีรายงานผลความก้าวหน้าในการพัฒนาผู้เรียน
            4. มีการสร้างเครือข่าย / แลกเปลี่ยนเรียนรู้
 
ระยะที่ นำสู่วิถีคุณภาพ  ภาคเรียนที่ 1/2555  ทุกสถานศึกษาจะต้องมีผลการดำเนินงานครบ4 ตัวชี้วัดคือ
             1. มีนวัตกรรมการบริหารเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามจุดเน้น
             2. มีนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ตามจุดเน้น
             3. มีเครื่องมือวัด /ประเมินผลการพัฒนาผู้เรียนที่มีคุณภาพ
             4. มีการเผยแพร่การวิจัยและผลการพัฒนาผู้เรียน
 

ระยะที่ 5 มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่  ภาคเรียนที่ 2 /2555 ทุกสถานศึกษาจะต้องมีผลการดำเนินงานครบ 6 ตัวชี้วัดคือ
             1.  ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข  มีทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะตามจุดเน้น  
             2.  มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่  
             3.  ครูเป็นครูมืออาชีพ
             4.  โรงเรียนมีการจัดการความรู้  
             5.  มีเครือข่ายร่วมพัฒนาที่เข้มแข็ง  
             6.  สาธารณชนยอมรับ และมีความพึงพอใจ


 จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน : มีความชัดเจน เป็นรูปธรรมดี
            1. ชั้น ป.1-3  คุณลักษณะที่ต้องการเน้นคือการใฝ่ดี   ผู้เรียนจะต้องอ่านออก  เขียนได้ คิดเลขเป็น  ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต  การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์


            2. ชั้น ป.4-6  คุณลักษณะที่ต้องการเน้นคือ
ใฝ่เรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง  ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะชีวิต  การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

            3. ชั้น ม.1-3  คุณลักษณะที่ต้องการเน้นคือ
อยู่อย่างพอเพียง   ผู้เรียนจะต้องสามารถใช้ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี  รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

           4. ชั้น ม.4-6  คุณลักษณะที่ต้องการเน้นคือ 
มีความมุ่งมั่น  ผู้เรียนจะต้องสามารถใช้ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา  การใช้เทคโนโลยี  รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)   การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
        
            
การกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ชัดเจนอย่างนี้ทุกระยะ 6เดือน ภาระงานของครูจะต้องเข้มข้นขึ้น  ผู้ที่ยังยึดระบบเช้าชามเย็นชามคงจะต้องปรับระบบการทำงาน ปรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ให้ จงได้ภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555
          

          "น่าคิด..น่าทำ"