วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

พร้อมหรือยัง..ภาษาอังกฤษสู่อาเซียน


ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน   ซึ่งแน่นอนว่า ต่างคน ต่างประเทศ ต่างภาษา ย่อมต้องการ "ภาษากลาง" สำหรับใช้สื่อสารกันให้รู้เรื่อง  ด้วยเหตุฉะนี้ คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจใครหลายๆคน (รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ) ก็คือ


เด็กไทย"พร้อม"แล้วหรือยัง ที่จะก้าวเข้าไปฟุดฟิดฟอไฟกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน เพราะเมื่อคู่แข่งมากขึ้น การแข่งขันดุเดือดขึ้น ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างภาษาอังกฤษก็กลายมาเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เสียแล้ว


มติชนออนไลน์ จึงไปขอคำชี้แนะจากกูรูภาษาอังกฤษชื่อดัง "คุณครูสมศรี"  คุณครูขวัญใจนักเรียนมัธยมวัยใสทั้งหลาย ซึ่งคุณครูได้ให้ ข้อคิดเห็น ชี้แนะ และกำลังใจในการเรียนภาษาอังกฤษ ไว้อย่างน่าสนใจ



มองความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยปัจจุบันอย่างไร?

การจะบอกว่าภาพรวมนั้นเด็กไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษก็คงจะไม่ใช่ เพราะในทางปฏิบัติ เด็กมีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ต้องการจะพัฒนาตัวเอง และกลุ่มที่รับการศึกษาตามที่รัฐจัดให้อย่างเดียว จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่พยายามพัฒนาตนเองมีพัฒนาการตัวสูงมากอย่างเห็นได้ชัด และการเล่นสื่ออินเตอร์เน็ตของเด็กเหล่านี้ก็เป็นตัวบังคับให้เขาต้องใช้ภาษาและเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ

ส่วนในเด็กที่รับการศึกษาตามที่รัฐจัดให้นั้น เขาจะยังไม่เห็นความสำคัญและยังไม่ทราบว่าตลาดแรงงานในอนาคตเป็นอย่างไร แล้วก็ตัวป้อนเข้าของเขาก็น้อย ทั้งสื่อต่างๆ ทำให้ตัวกระตุ้นและแรงจูงใจก็น้อยไปด้วย

ถ้าเอาเด็กสองกลุ่มมาคละกันแล้วหาค่าเฉลี่ยก็อาจตกใจ เพราะฐานพีระมิดมันใหญ่กว่ายอด แต่บนยอดมันเริ่มลงมา มันถ่างกว้างออก เนื่องจากการศึกษา-การได้รับสื่อ

 
แต่ความสามารถในการนำไปใช้นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าตัวชี้วัดของเด็กที่มาเรียนเพื่อพัฒนาตนมีสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาได้ดีในระดับการสื่อสาร  กลุ่มที่สองก็คือ ต้องการเรียนเพื่อจุดประสงค์ทางวิชาการ ซึ่งกลุ่มหลังเนี่ยมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วข้อสอบก็ยากขึ้นเรื่อยๆ คือตัวประเมินสูงขึ้น ฉะนั้นคิดว่า การบอกว่าเด็กไทยไม่เก่งอังกฤษนี่เป็นการมองภาพรวมหรือสถิติ ส่วนในทางปฏิบัตินั้น คิดว่าภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้น เด็กกล้าพูดขึ้นเรื่อยๆ 
เพียงแต่ว่า...  "ฐาน มันอาจจะยังกว้างอยู่"



มีเด็กที่ "เรียน" เก่ง แต่สื่อสารไม่เก่งไหม?

ก็มีเยอะคะ อันนั้นคือเรียนเพื่อ check the best choice แกรมม่าอันนี้ อันนั้นตัดช้อยส์ อันนี้เป็นไปไม่ได้อะไรทำนองนี้ ต้องดูที่จุดหมายของผู้เรียนเป็นหลัก เพราะถ้าผู้เรียนจะเรียนเพื่อแค่ check the best choice มันก็จะตัน ก็จะหยุดอยู่แค่นั้น


ในส่วนของเด็กที่รอรับแต่การสอนของรัฐซึ่งไม่ค่อยจะมีประสิทธิผลนั้น อะไรเป็นปัญหาในการเรียนการสอนของภาครัฐ?

อันดับแรกคือครูที่สอนประถม บางคนไม่ได้จบมาทางด้านภาษาอังกฤษ แต่ได้รับมอบหมายให้มาสอนภาษาอังกฤษ แล้วก็ไม่ได้เชี่ยวชาญหรือแตกฉานทางด้านนั้น ทำให้การสอนเป็นการสอนที่ "ตัวภาษา" ไม่ได้สอน "ภาษา" ซึ่ง "ตัวภาษา" ก็อย่างเช่นสอนว่า "Can you help me?" แต่ไม่ได้สอนว่า "Can you help me please ?"

นอกจากนี้เวลาที่เด็กเรียน เด็กก็อาจไม่ได้ไปสัมผัสกับภาษาที่ประกอบไปด้วยวัฒนธรรม ประกอบด้วยน้ำเสียง ประกอบด้วย body language (ภาษากาย) เพราะฉะนั้นการเรียนก็ตันอยู่ที่เดิม คือการทำข้อสอบ ที่พอเห็นคำว่า "now" ก็ต้องเป็นประโยค present continuous หรือถ้าเห็นคำว่า "recently" ก็ต้องเป็นประโยค present perfect มันก็ตันอยู่แค่นั้น

ทีนี้พอตันอยู่ตรงนั้นมันก็กลับมาอยู่ที่จุดเดิมคือ "ทักษะรับ" หรือ receptive skill ไม่พัฒนาไปเป็น "ทักษะผลิต" เสียที

นอกจากนี้ เวลาเรียนก็ "ห้องใหญ่" เด็กเยอะ จะให้มา speaking ก็ไม่ทันเวลา ฉะนั้นสอนแบบ mass แบบรวม ก็ดีกว่า ขนาดบทสนทนายังออกข้อสอบเป็นกระดาษเลย เลยทำให้แรงจูงใจที่จะนำไปใช้ก็น้อยลง


ทางแก้?

การแก้ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างแรกที่สังเกตได้ก็คือ คนมักพูดว่าทำไมทักษะภาษาอังกฤษบ้านเราไม่เท่าสิงคโปร์ คือมันเท่าไม่ได้อยู่แล้วเพราะต้นทุนต่างกัน บ้านเราไม่เคยเป็นอาณานิคม ไม่มีความคุ้นชิน การตกเป็นอาณาคมทำให้ภาษาอังกฤษเป็น second language หรือภาษาที่สอง พอเด็กพูดภาษาจีนที่บ้าน มาถึงโรงเรียนก็มาพูดภาษาอังกฤษ คือมันได้ใช้

ส่วนบ้านเราเนี่ยเป็น foreign language หรือภาษาต่างชาติ คำว่า "foreign" นี่ก็คือต่างชาติหรือแปลกปลอม พอเรียนเสร็จในห้อง แล้วหนูจะไปพูดกับใคร แรงจูงใจก็ไม่มี

แล้วตอนนี้ภาษาอังกฤษแบบ "ซิงลิช" (ภาษาอังกฤษสำเนียงสิงค์โปร์) ก็กลายมาเป็นแบบบริทิชอิงลิชที่สำเนียงมหัศจรรย์มากกันทั้งประเทศ เพราะเขาอัพภาษาอังกฤษของเขาขึ้นมาเป็น "first language" (ภาษาที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง) แต่ในบ้านเราเนี่ยกำลังจะกระเถิบขึ้นมาเป็น second language (ภาษาที่สอง) โดยมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งเสนอ แต่ก็เจอเสียงต้านว่า วัฒนธรรมเราจะถูกกลืนไหมถ้าใช้ภาษาอังกฤษเรื่อยๆ แต่ครูว่าเรามองแบบสุดขั้ว คือไม่ขั้วซ้ายก็ขั้วขวา แต่ไม่มองผสมกัน จริงๆเราสามารถเรืยนอังกฤษได้โดยที่วัฒนธรรมไทยเข้มแข็ง แต่ถ้าวัฒนธรรมเราเราก็ไม่ปกป้อง แถมของดีก็ไม่มา มันก็จะกลายเป็นการไม่เอาอย่างเดียว



ภาษาอังกฤษไม่ใช่การ check the best choice ไม่ใช่เป็นการประเมินให้เด็กกลัว แต่ภาษาอังกฤษมันคือสุนทรียะ มันเป็นการ "สื่อ" เป็นการเข้าใจ เราอยากจะพูดให้อาจารย์ฟังแต่อาจารย์บอกว่า "ทำไมไม่มีเอส ตัวเอหายไปไหน นี่แม่น้ำนะ ทำไมไม่ เดอะ เจ้าพระยาริเวอร์" ถ้าเป็นแบบนั้นสุนทรียะในการอยากสื่อความมันหาย เด็กจะกลัว

แล้วการใช้ภาษาทุกภาษา ไม่เพียงแต่ภาษาอังกฤษนั้นเราใช้เพื่ออะไร เราใช้เพื่อสื่อความ เรามีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อความ แต่จุดมุ่งหมายนั้นถูกบดบังโดยการสอบ

การสอบเป็นสิ่งดี ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เด็กเข้าไม่ถึงความคิดของผู้ใหญ่ ก็เลยจะเรียนเพื่อไปสอบ ฉะนั้นหากเปลี่ยนที่ตัววัดผลการเรียนแรงจูงใจของเด็กก็จะเปลี่ยน

ทางแก้อีกอย่างคือ ถ้าอาจารย์ไม่ได้จบมาทางนี้ก็ไม่เป็นไร รัฐมีสื่อเยอะ อย่างทีวี ไม่ต้องทำอะไรมากแค่ให้ใครออกมาพูดเล่าเรื่องอะไรก็ได้เป็นเรื่องราว แล้วก็ขึ้นคำศัพท์ (ดูการสาธิตของครูสมศรีได้ในคลิป) แล้วเรื่องเล่าก็อาจเป็นเรื่องที่ให้แง่คิดเพราะมันจะต้องเป็น integrated study (การศึกษาแบบองค์รวม) แล้วก็ไม่ต้องส่งอาจารย์ไปเรียนสิงค์โปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย ซึ่งใช้งบประมาณเยอะ ทำ package ความคิดนี้ไป หรือไม่ก็อัดเทปไปแล้วให้อาจารย์ทำตาม ถ้าสอนแบบนี้เด็กก็จะฟัง เพราะมันสุนทรีย์เด็กจะรู้สึกว่า อาจารย์ไม่ได้กำลังสอนภาษาฉัน อาจารย์ต้องการจะสอนสิ่งอื่นผ่านภาษา แล้วก็เอาวิธีแบบนี้ไปใช้กับฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มันจะน่าเรียน แทนที่อาจารย์จะมาแบบว่า วันนี้มีใบงานมาเรียน ซึ่งโอ้โห แค่เห็นเนี่ยก็อะดรีนาลีนหลั่งแล้ว และมันก็ไม่ไปกับจุดมุ่งหมาย (คือการสื่อความ) ภาษามันต้องไปกับจุดมุ่งหมาย


"ภาษาอังกฤษจะเก่งได้ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่ใช่กระดาน ไม่ใช่ชอร์ค ไม่ใช่คุณครู แต่ตัวเขานั่นแหละที่ต้องศึกษาอย่างยั่งยืน" ครูสมศรีกล่าว




ถ้าหากว่า จุดมุ่งหมายในการเรียนภาษาอังกฤษนั้น "ถูกบดบังโดยการสอบ" แล้วการวัดผลที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?

การวัดผลที่ดีต้องเน้นที่ process (กระบวนการ) ไม่ใช่ product (จุดหมายปลายทาง) เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการสอนเรื่องการสนทนา (conversation) เนี่ย เราก็ให้สนทนากันในห้องเรียนเวลาที่เด็กพูดผิดก็จะกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้ และก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเน้น fluency (ความคล่อง) มากกว่า accuracy (ความถูกต้อง) พอเขาได้ตรงนี้เสร็จ เราจะไปวัดผลปลายทางก็ไม่น่าเกลียดเพราะว่าเขาได้มาแล้ว แต่ว่าคะแนนปลายทางอาจไม่ใช่คะแนนพิพากษาทั้งหมด ให้เด็กค่อยๆซึมซับเล็กๆน้อยๆไปจนถึงจุดปลายทาง แต่ของเราตอนนี้คืออาจจะเรียนสบายแล้วไปเรื่อยๆแล้ว... ตู้ม! ตอนเดียวคือตอนสอบเลย เด็กก็เลยทิ้งตรงนี้เพื่อจะไปตู้มตรงนั้น อาจจะทิ้งมาตลอดแล้วเหลือแค่หนึ่งวันเพื่อที่จะไปทำตรงนั้น



เห็นอย่างไรกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรมีโครงการที่จะให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษสัปดาห์ละ ๑ วัน?

ดีคะ เห็นว่าท่านรมต.คงต้องการในจุดเริ่มต้นก่อน ว่าเอาวันเดียวก่อน เพราะว่าถ้าทุกวันเนี่ย ครูเองก็ปรับตัวลำบาก แล้วก็เริ่งมที่ประโยคสั้นๆเล็กๆก่อน อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าต้องเริ่มพูด เป็นตัวจุดประกาย แต่หลังจากนั้นคงจะมีมาตรการอะไรที่มันมากขึ้น เพราะภาษาไม่เหมือนคณิตศาสตร์ ภาษาเป็นทักษะ นั่นคือยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำได้ดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราฝึกแค่หนึ่งวันแล้วอีกสี่ห้าวันเราไม่ได้ฝึก มันก็จะร้างไป


คิดว่าในอนาคตทักษะภาษาอังกฤษของเยาวชนไทยจะไปสู้กับเพื่อนบ้านอื่นๆในอาเซียนไหวไหม?

ไหวคะ ครูมองว่าเรามีของดี เพราะภาษาไทยของเรามีวรรณยุกต์ครบ มีอักขระครบ แต่สิ่งที่เราไม่มีก็คือ รูปแบบของการเรียนที่จะค่อยๆป้อนให้เด็กด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

นอกจากนั้นยังผลิตคนให้ตรงกับตลาดงาน แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะพูดภาษาอังกฤษเชิงเทคนิค (ศัพท์เฉพาะของอาชีพต่างๆ)ไม่ได้ เราก็ฝึกให้เขาใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในอาชีพอื่นๆได้อีกหลายอาชีพ

ในขณะเดียวกัน เด็กกลุ่มไหนที่มีศักยภาพ เขาก็จะผลักตัวขึ้นมา คือมองเป็นส่วนๆไป ว่าส่วนไหนเหมาะกับอะไร ส่วนไหนไม่เหมาะกับอะไร ครูมั่นใจว่าเราสู้เขาได้ถ้าเราจัดสิ่งแวดล้อมให้เขา

กระแสการไปสู่ประชาคมอาเซียนยังทำให้เด็กตื่นตัว เพราะใกล้ตัว มันเป็นอาชีพของเขา เกิดจบมาแล้วสื่อสารไม่ได้กลายเป็นชนชั้นรอง



ปัจจัยอะไรที่นอกเหนือไปจากการไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ที่ทำให้ภาษาอังกฤษเราด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน?

อย่างฟิลิปปินส์เนี่ย ภาษาตากาล็อกของเขา เวลาจะเขียนต้องใช้ภาษาโรมันในการเขียน หรือประเทศลาวและกัมพูชาซึ่งเป็นของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสก็มีพื้นฐานมาจากรากเหง้าเดียวกันคือภาษาละติน ทีนี้ประเทศไทยเนี่ยเป็นไทยแท้ๆ เพราะฉะนั้นความคุ้นชินกับอักขระต่างๆจึงไม่มี เราไม่มีฐานตรงนี้ แต่เราจะมีฐานของบาลีสันสกฤต ถ้าถามว่าถ้าเรียนบาลีสันสกฤตเนี่ยง่ายไหม เราก็อาจจะง่ายขึ้น


นายกพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไม่ชัดนี่ใช่ปัญหาหรือเปล่า?

จริงๆการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะมีแบบ traditional approach หรือการสอนแบบโบราณ คือสอนแกรมม่า แล้วก็สอนแปล ไปมาๆอย่างนี้ แต่ปัจจุบันเขาเน้น communicative approach (ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร) เราไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ใช้ศัพท์คำเดียวแล้วใช้ภาษากาย คนที่เราสื่อสารด้วยก็สามารถเข้าใจที่เราพูด เพราะฉะนั้นในโลกปัจจุบันเขาเน้นที่ communicative approach  


และก่อนจะจากผู้เป็นแฟนๆมติชนออนไลน์ไปในวันนี้ คุณครูสมศรีท่านฝากมาบอกว่า
  • และว่า "อย่าอาย พูดไปเลย
  • เน้นที่ความคล่องแคล่ว (fluency)
  • แล้วค่อยนำไปสู่ความถูกต้องแม่นยำ (accuracy)"
 เพราะภาษานั้น เมื่อ "สื่อความได้ ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ค่ะ"
 



สัมภาษณ์-เรียบเรียง  พินดา พิสิฐบุตร
จาก มติชนออนไลน์
การเรียนภาษาอังกฤษ ต้อง "เน้น what to say   ไม่ใช่   how to say"
แต่ทีนี้ในฐานะผู้นำ ถ้าใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว (fluency) และถูกต้อง (accuracy) แล้ว ก็จะช่วยจุดประกายให้เด็กใฝ่ฝันอยากจะทำได้บ้าง มันก็จะดีตรงนี้ แต่ถ้าผู้นำพลาดตรงจุดนี้ไปก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย