วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นี่เอง..Tablet


บทบาทของผู้บริหารโรงเรียน : การใช้ Tablet เพื่อยกระดับการเรียนการสอน




บทบาทของผู้บริหารโรงเรียน
เรื่อง การใช้ Tablet เพื่อยกระดับการเรียนการสอน

     
1.ด้านบริหารจัดการ
1.1 ผู้บริหารศึกษาแนวทางการใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1.2 ผู้บริหารเข้ารับการอบรมปฏิบัติการใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1.3 ผู้บริหารแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
1. 4 ออกแบบจัดตารางเรียนและชั้นเรียนให้เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1. 5 เตรียมความพร้อมด้านความรู้หรือเจตคติในการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) ให้กับครูผู้สอนทุกคนในโรงเรียน
1.6 เตรียมความพร้อมด้านสื่อ อุปกรณ์ที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1. 7  โรงเรียนกำหนดนโยบายในการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1. 8  โรงเรียนกำหนดแนวทางการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) 
1. 9  ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
1.10 จัดทำเนียบและแหล่งบริการการศึกษาอื่นเพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ปกครองทราบ
1.11  แสวงหาความร่วมมือจากชุมชน และองค์กรเอกชนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
2. ด้านเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนรู้
2.1 มีการประชุมขี้แจงแนวทางการใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
2.2 จัดการประชุมปฏิบัติการใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
2.3 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับหลักสูตรสถานศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2.4 แต่งตั้งคณะกรรมการจัดตารางเรียนให้เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา(Tablet)
2.5 นิเทศติดตามการใช้แผนการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) ตามที่กำหนด
2.6 นิเทศติดตามการใช้แผนการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) โดยปรับให้เหมาะสมกับห้องเรียน
3. ด้านสภาพแวดล้อม
3.1 นิเทศติดตามสภาพห้องเรียนที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
3.2 ตรวจสอบอุปกรณ์ปลั๊กไฟฟ้าอุปกรณ์ชารต์ไฟ ให้มีอย่างเพียงพอปลอดภัย
3.3 ส่งเสริมการจัดห้องเรียนให้มีการถ่ายเทของอากาศ แสงสว่างเพียงพอ ให้มีแนวทางการปฏิบัติการคอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
3.4 ส่งเสริมการจัดทำป้ายประกาศ  เผยแพร่ โปสเตอร์ แผ่นพับ วีดิโอ ป้ายนิเทศ เพื่อการประชาสัมพันธ์การใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
4. ด้านกิจกรรมการเรียนรู้(Activities)
4.1 นิเทศติดตามการออกแบบการเรียนรู้ครูจัดการเรียนรู้โดยออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา(Tablet)ของครูรายบุคคล
4.2 นิเทศติดตามการเรียนรู้โดยบูรณาการในแผนการจัดการเรียนรู้ปกติของครูรายบุคคล
4.3 นิเทศติดตามการเรียนรู้โดยใช้ Learning Object เป็นสื่อเสริมความรู้หรือทักษะบางประการของผู้เรียนของครู
4.4 นิเทศการเรียนรู้จากเพิ่มเติม Learning Object ในแผนการจัดการเรียนรู้ของครูรายบุคคล
4.5 นิเทศการใช้เครื่องมือและวิธีการตรวจสอบประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมของครูรายบุคคล
4.6 นิเทศ ตรวจสอบประเมินผลการเรียนรู้องผู้เรียนรายบุคคลเพื่อการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนในการใช้  Learning Object ของครูรายบุคคล




Learning Object หมายถึง เนื้อหาสาระของความรู้หรือบทเรียนในรูปของดิจิตอล เป็นข้อความ  ภาพ  วีดิโอ  เสียง  แอนนิเมชั่น ที่ออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุการเรียนรู้ที่คาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ   โดยเฉพาะโดยแต่ละเรื่องจะนำเสนอแนวคิดหลักย่อยๆ  ผู้สอนสามารถเลือกใช้ Learning Object ผสมผสานกับการจัดการเรียนการสอนแบบอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้






Android Apps : Thai Alphabet ฝึกท่อง กไก่

โปรแกรมฝึกท่อง กขค ตั้งแต่ ก-ฮ.แบบง่ายๆ เอ๋ย ก ไก่

สำหรับเด็กเล็ก หรือระดับอนุบาล ถึง ป.1  


' Thai Alphabet Korkai '



                                   Videos



กระทรวง ICT จ้าง “SAP” ทำโปรแกรมป้องกันเว็บโป๊ในแท็บเล็ต ป.1


จ้าง “SAP” ทำโปรแกรมป้องกันเว็บโป๊ในแท็บเล็ต ป.1







กระทรวงไอซีที จ้าง “SAP”(SAP Company) ทำโปรแกรมป้องกันการใช้งานแท็บเล็ต  สสำหรับนักเรียน ชั้น ป.1เข้าเว็บไม่เหมาะสม 120 ล้านบาท  เซ็นสัญญาจ้าง 31 ส.ค.นี้ เริ่มติดตั้งในเครื่องแท็บเล็ตป.1 ตั้งแต่ 1 ธ.ค.55

วันนี้ (27 ส.ค.2555) น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจรับแท็บเล็ตป.1 กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีได้เลือกให้บริษัท เอส เอ พี คอมปานี (SAP Company) จัดทำโปรแกรมเพื่อป้องกันการเข้าเว็บไซต์ไม่เหมาะสม  (เว็บไซต์ลามกอนาจาร)ผ่านทางแท็บเล็ตป.1 ตามโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One Tablet PC Per Child) ที่กระทรวงไอซีทีร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อแจกให้กับนักเรียนชั้นป.1 ทั่วประเทศกว่า 8 แสนคน โดยจะเซ็นสัญญาในวันที่ 31 ส.ค.นี้ และส่งมอบโปรแกรมหลังเซ็นสัญญา 90 วัน โดยจะเริ่มติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวในแท็บเล็ตป.1 ได้ประมาณวันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยสัญญาจัดซื้อโปรแกรมป้องกันการเข้าใช้งานเว็บไซต์ไม่เหมาะสมในแท็บเล็ตป.1มีมูลค่า 120 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี ติดตั้งในแท็บเล็ตป.1 จำนวน 1 ล้านเครื่อง
น.อ.สุรพล กล่าวว่า โปรแกรมดังกล่าวจะมีคำสั่งควบคุมการใช้งาน 9 คำสั่ง ประกอบด้วย คำสั่งเก็บข้อมูลว่าเด็กเข้าใช้งานเว็บไซต์อะไรบ้างไว้ในตัวเครื่อง และจำกัดสิทธิ์ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ โดยโปรแกรมจะระบุไว้ว่าสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ใดได้และไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ใดได้ เป็นต้น โดยการติดตั้งโปรแกรมลงในเครื่องแท็บเล็ตป.1 ทางบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
“ยืนยันว่าการจัดทำโปรแกรมป้องกันการเข้าเว็บไซต์ไม่เหมาะสมไม่ใช่ทำแบบวัวหายแล้วล้อมคอก แต่ทุกอย่างอยู่ในแผนที่จะดำเนินงานตั้งแต่ต้น”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในระหว่าง 3 เดือนที่ยังไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมป้องกันการเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมผ่านแท็บเล็ตป.1 จะมีแนวทางดำเนินงานอย่างไร น.อ.สุรพล กล่าวว่า ขอย้ำว่าการใช้งานแท็บเล็ตป.1 ใช้เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมการเรียนรู้ในห้องเรียน และถ้าโรงเรียนใดมีความสามารถในการที่จะใช้แท็บเล็ตป.1เพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต คุณครูต้องสอนให้เด็กรู้จักวิธีใช้แท็บเล็ตในการค้นหาข้อมูลแบบเหมาะสม

แหล่งข้อมูล
http://sompriaw.wordpress.com/2012/08/28/%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-sap-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1/

แหล่ง Shop Android Apps : คัดลายมือ ชั้น ป.๑

https://play.google.com/store/apps/details?id=androidcode.in.th.Handwrite&feature=search_result

https://play.google.com/store/apps/details?id=androidcode.in.th.Handwrite&feature=search_result





แนะนำสื่อ Tablet ชั้น ป.๑



ภาษาไทย ป.1 เทอม1






วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 22 : ฝากงานผ่านระบบ Cloud


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 21 : มารู้จักกับระบบคอมพิวเตอร์เหนือเมฆหรือ Cloud Computing


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 20 : ใช้โปรแกรม Office บน Tablet ได้ง่ายๆ


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 19-การนำไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเข้าไปในเครื่อง Tablet


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 18 : มารู้จักกับนามสกุลของไฟล์ที่ใช้ทำงานได้บน tablet กัน


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 17: ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 16 : เรียนรู้การใช้งาน Google Docs แบบง่ายๆ


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 15 : ทำความรู้จักกับ Google Docs


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 14: แนะนำเว็บไซต์โทรทัศน์ครู


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 13 : ค้นหาความรู้ง่ายๆด้วย Keyword ผ่าน Google


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 12 : E-Book ใครก็ทำได้


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 11: Application เสริม เพื่อการเรียนรู้


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 10 : วิธี Download และติดตั้ง Application


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 9 : เรียนรู้เรื่อง Application


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 8: วิธีสร้างบัญชีผู้ใช้หรือ User Account


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 7:ความสำคัญของบัญชีผู้ใช้ หรือ User Account


New Life


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 6: รู้จักระบบปฏิบัติการของTablet


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 5 : สุขอนามัยในการใช้งานTablet


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 4 : วิธีการใช้งาน Tablet


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 3 : ประโยชน์ของ Tablet ในด้านการศึกษา


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 2 : Tablet ต่างจาก PC และ Notebook อย่างไร


Tablet โทรทัศน์ครู ตอน 1: Tablet คืออะไร


Tablet สื่อการเรียนรู้ใหม่ของนักเรียนชั้น ป.๑


ความเป็นผู้นำและเทคโนโลยี : สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยไอซีที - Leadership and Technology : Building a learning community with ICT

Thai Teachers TV โทรทัศน์ครู : ความเป็นผู้นำและเทคโนโลยี : สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยไอซีที - Leadership and Technology : Building a learning community with ICT


โครงการ Tablet เพื่อการศึกษาไทย

โรงเรียนนำร่องการใช้แท็บเล็ต

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โลจิสติกส์ในอุษาคเนย์


ASEAN Weekly: 

โลจิสติกส์ในอุษาคเนย์

Fri, 2012-07-27 02:46



การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 45 ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งเกิดล้มเหลวเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี นับตั้งแต่มีสมาคมอาเซียน โดยที่ประชุมไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ เนื่องจากไม่สามารถมีข้อสรุปร่วมกันในเรื่องการจัดการข้อพิพาทด้านพรมแดนในทะเลจีนใต้กับจีน โดยเจ้าภาพอย่างกัมพูชาก็คัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนอิทธิพลของชาติมหาอำนาจในอาเซียนโดยเฉพาะจีน ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ติดต่อกัน และเข้าร่วมการประชุม

ข่าวต่อมา ติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชาถอนกำลังทหารจากชายแดนพิพาทด้านเขาพระวิหาร ตามคำสั่งศาลโลก และเปลี่ยนเป็นกำลังตำรวจเข้ามาประจำการแทน และปิดท้ายช่วงแรกด้วยข่าวอดีตรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร่วมเสวนาหัวข้อ "การปรองดอง" กับผู้นำอาเซียนอย่างประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และผู้นำฝ่ายค้านมาเลเซียในเวทีเปิดตัววารสาร "Strategic Review" ที่อินโดนีเซีย โดยเป็นการวงประชุมนานาชาติเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พ้นจากอำนาจหลังรัฐประหารในปี 2549

ช่วงที่สอง พิจารณาภาพรวมโลจิสติกส์และขุมข่ายคมนาคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล โดยเฉพาะเส้นทางถนนสายเอเชีย (Asian Highway Network หรือ AH project) ที่พาดผ่าน 32 ประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยเส้นทางที่สำคัญหลายสาย มีจุดตัดอยู่ที่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่มาก เนื่องจากสภาพถนนที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุง และเส้นทางบางช่วงยังไม่ปลอดภัยพอ อย่างเช่นถนนสายเอเชียช่วงที่ผ่านชายแดนไทย-พม่า เพราะถนนตัดเข้าไปในเขตสู้รบ

ขณะเดียวกันการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างถนน มักกระทำโดยมหาอำนาจอย่างเช่นจีน หรือญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือ ADB  จึงมีข้อคำนึงเรื่องอิทธิพลของมหาอำนาจที่เข้ามาในภูมิภาคผ่านโครงการพัฒนา

สุดท้าย สำรวจเส้นทางรถโดยสารระหว่างประเทศ เชื่อหรือไม่ว่าแค่พกหนังสือเดินทาง แพ็กกระเป๋า แล้วตรงไปยังถนนข้าวสาร หรือสถานีขนส่งหลายแห่งในต่างจังหวัดก็สามารถเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยรถโดยสารระหว่างประเทศได้

(หมายเหตุ: ที่มาของภาพประกอบหน้าแรก: ดัดแปลงจาก Pigalle/Flickr.com/CC และ Wikipedia)
****************************************************************************

ด้วยความขอบคุณมา ณ ที่นี้
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41754

อาเซียนร่วมสมัย: พรมแดนใหม่ในยุคไซเบอร์


ASEAN Weekly:

 อาเซียนร่วมสมัย: พรมแดนใหม่ในยุคไซเบอร์

Fri, 2012-08-17 20:03


 "อาเซียนร่วมสมัย: พรมแดนใหม่ในยุคไซเบอร์" 
โดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร 
อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 


  • ฟังการเปรียบเทียบลักษณะของรากเหง้าและความเชื่อมโยงกันของคนในอุษาคเนย์ครั้งอดีตกาลกับปัจจุบันและความแตกต่างระหว่างยุคสมัยที่เป็นประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน  
  • ฟังมุมมองจากการติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนในโลกออนไลน์และปฏิกิริยาจากรัฐในประเทศสมาชิกอาเซียน 
  • ฟังการวิเคราะห์ความพยายามของรัฐต่างๆ ในอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว โดยละเลยประเด็นปัญหาพื้นฐานเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมากมาย

หัวข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายสาธารณะ "วิพากษ์วัฒนธรรมจากร่วมรากสู่ร่วมสมัย" ในเทศกาล "ASEAN FESTIVAL" ในวันที่ 16 ส.ค.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

*********************************************************************************
ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง..
http://www.prachatai.com/journal/2012/08/42113

การพัฒนาประเทศของญี่ปุ่น (1)



    
ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องว่า เป็นประเทศที่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เป็นชาติในเอเชียเพียงชาติเดียวที่สามารถพัฒนาตัวเองเป็นชาติมหาอำนาจเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาอำนาจตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม
การพัฒนาประเทศของญี่ปุ่น

การพัฒนาประเทศของญี่ปุ่น

ข้อที่มักมีผู้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบกันเสมอ ๆโดยเฉพาะในหมู่คนไทยก็คือ ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาประเทศมาพร้อม ๆ กันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งของญี่ปุ่นตรงกับรัชสมัยจักรพรรดิเมจิ แต่ทำไมญี่ปุ่นถึงแซงหน้าเราไปได้ไกลถึงขนาดนี้

จริงอยู่ที่วิธีการพัฒนาของคนในประเทศญี่ปุ่นมีจุดเด่นหลายประการที่ควรศึกษาเป็นแบบอย่าง แต่สิ่งที่คนทั่วไปมักมองข้ามคือ เมื่อเริ่มพัฒนาประเทศนั้นคนญี่ปุ่นและคนไทยมีพื้นฐานไม่เท่ากัน ประเทศญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบไทยอย่างน้อย ๔ ประการ ดังนี้

๑.  ความเป็นเอกภาพของคนในชาติ ความที่มีประเทศเป็นเกาะ ทำให้ญี่ปุ่นมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางเชื้อชาติสูง และโชกุนในสมัยเอโดะ ก็สามารถแผ่อำนาจการปกครองครอบคลุมทั่วประเทศญี่ปุ่นไว้ได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องกันถึง ๒๐๐ กว่าปี ทำให้คนโดยทั่วไปมีจิตสำนึกร่วมกันว่า ตนคือชนชาติญี่ปุ่น มีสำนึกของความเป็นชาติสูง ดังนั้นเมื่อเปิดประเทศแล้วก็สามารถพัฒนาไปได้เต็มที่โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ส่วนประเทศไทยของเรานั้น มีดินแดนติดต่อกับเพื่อนบ้านรอบทิศ มีการผสมผสานทางเชื้อชาติมาก และดินแดนในส่วนต่าง ๆ ของไทยเราก็มีอิสระในการปกครองตัวเองสูง บางแห่งก็มีประวัติศาสตร์การเป็นประเทศเอกราชมานาน เช่น ดินแดนแถบล้านนา ผู้ที่คิดว่าตนเป็นชาวไทยจริง ๆ นั้น มีอยู่บริเวณภาคกลางรายรอบพระนครเท่านั้น ดังนั้นพระราชภารกิจสำคัญยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงกระทำก่อนคือ ภารกิจการสร้างเอกภาพของคนในชาติ สร้างจิตสำนึกร่วมของความเป็นไทย ชาติไทย เพราะมิฉะนั้นแล้ว ถ้ามีต่างชาติมายุยงให้เกิดการแตกแยก คนไทยต้องรบกันเองเมื่อไร ฝรั่งก็จะเข้าผสมโรง และนั่นหมายถึงการสูญเสียเอกราช ต้องตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตกอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การพัฒนาประเทศคงไม่มีความหมายอะไร

การสร้างเอกภาพของชนในชาติ เป็นงานใหญ่ที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในภาวะที่มีมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมคอยจ้องอยู่รอบทิศ ถือเป็นงานที่ยากมาก แต่ก็สำเร็จลงได้ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เราก็ต้องเสียเวลา ทรัพยากร กำลังความคิดสติปัญญา ไปกับเรื่องนี้มาก แทนที่จะทุ่มเทไปในเรื่องการพัฒนาประเทศได้ทันที

๒. ความหนาแน่นของประชากร ในช่วงปีพุทธศักราช ๒๔๑๐
ไทยมีพื้นที่มากกว่าญี่ปุ่นประมาณ ๑ เท่าครึ่ง แต่ประเทศไทยมีประชากรอยู่เพียง ๗-๘ ล้านคน ในขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากรถึงประมาณ ๓๐ ล้านคน มากกว่าไทยถึง ๔ เท่าตัว และเมื่อดูจากอัตราความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่แล้ว คนญี่ปุ่นมีมากกว่าคนไทยถึง ๖ เท่าตัว ซึ่งจำนวนประชากรนี้ มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งในด้านเป็นกำลังงานในการผลิต การขนส่ง และเป็นตลาดร้องรับสินค้า

๓. เครือข่ายการตลาดและวิญญาณของความเป็นนักการค้า เพราะมีความหนาแน่นของประชากรน้อย มีทรัพยากร ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์  ประเทศไทยในยุคนั้น จึงมีระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผลิตเพื่อยังชีพ แต่ละชุมชนที่อยู่กระจายกันห่าง ๆ ต่างก็ผลิตพืชผลต่าง ๆ เพื่อการบริโภคแลกเปลี่ยนกันในชุมชนเป็นหลัก แม้ข้าวที่ถือเป็นสินค้าหลักของประเทศ ก็มาจากที่ราบลุ่มภาคกลางบริเวณใกล้กับแม่น้ำเท่านั้น เพราะสามารถขนส่งได้สะดวกโดยเฉพาะทางน้ำ การคมนาคมทางบกยังไม่สะดวกนัก การขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมาก เช่น พืชผลการเกษตรที่ส่งไปขายไกล ๆ แค่ค่าขนส่งก็ไม่คุ้มแล้ว สำหรับท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล สิ่งที่พอจะเป็นสินค้าไปขายต่างเมืองหรือต่างประเทศได้ ก็เป็นจำพวกของป่า เช่น น้ำผึ้ง ครั่ง หนังสัตว์ ไม้แก่นจันทน์ ฯลฯ คือพวกสินค้าที่มีราคาต่อน้ำหนักสูง คุ้มค่ากับการขนส่ง การค้าจึงมีอยู่ในวงจำกัด ระบบเครือข่ายการตลาดยังไม่ได้รับการพัฒนา ค้นไม่คุ้นเคยกับการค้าขาย นักลงทุนนักธุรกิจมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่มาเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยต่าง ๆ กล่าวได้ว่า พวกศักดินายังเป็นกระแสหลักของสังคม ดังมีภาษิตของคนในยุคนั้นที่ว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง”

ส่วนประเทศญี่ปุ่น ประชากรอยู่กันหนาแน่นมีภาวะลมฟ้าอากาศรุนแรง บางแห่งหนาวจัดปลูกข้าวไม่ได้ผล ต้องผลิตสินค้าอย่างอื่นเพื่อซื้อหาแลกเปลี่ยนไปมา เส้นทางสัญจรต่าง ๆ จึงได้รับการพัฒนา มีการค้าขายกันอยู่โดยทั่วไป ในสมัยนั้นโดยเฉพาะที่เมืองเอโดะ (คือมหานครโตเกียวในปัจจุบัน) แห่งเดียวก็มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่าหนึ่งล้านคนแล้ว จัดเป็นมหานครใหญ่แห่งหนึ่งของโลก การค้าขายเป็นไปอย่างคึกคัก มีระบบธนาคารซึ่งมีสาขาทั่วประเทศ รับฝากกู้ยืมเงิน บริการตั๋วแลกเงินเพื่อความปลอดภัยเวลาเดินทาง มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีขนาดธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศ นักลงทุนนักธุรกิจได้รับการบ่มเพาะให้เติบใหญ่ กระบวนการสะสมทุนได้ดำเนินไปอย่างสืบเนื่องภายใต้ภาวะความมั่นคงทางการเมืองที่ยาวนานกว่า ๒๐๐ ปี เครือข่ายการตลาดได้กระจายตัวเข้าถึงดินแดนทุกส่วนของประเทศ ผู้คนคุ้นเคยกับการค้าขาย มีวิญญาณของนักการค้าอยู่แล้ว

การเปิดประเทศของญี่ปุ่น จึงหมายถึงการเปิดรับเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งไปจำหน่าย ขยายขอบเขตการค้าไปยังต่างประเทศ ส่วนตัวพ่อค้านักลงทุน เครือข่ายการตลาดมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการต่าง ๆ จึงสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลเพียงอำนวยความสะดวกให้ นักธุรกิจเอกชนก็พร้อมเดินไปข้างหน้า ซึ่งทุกอย่างนี้ต่างจากประเทศไทยมาก

๔. ความเข้มแข็งของกลไกลการปกครองคน
คนไทยยุคสมัย รัชกาลที่ ๕ การปกครองประเทศยังเป็นไปแบบหลวม ๆ แต่ละเมืองก็มีเจ้าครองเมืองดูแลอยู่ รับผิดชอบกิจการในบ้านเมืองของตน ถ้าเป็นหัวเมืองชั้นในก็อยู่ในความดูแลของส่วนกลางใกล้ชิดหน่อย หัวเมืองชั้นนอกก็เป็นอิสระมากขึ้น ยิ่งชนบทห่างไกลออกไปแล้วยิ่งมีอิสระมาก บางแห่งอำนาจรัฐบาลเข้าไปไม่ถึงเลย ส่วนของญี่ปุ่นอำนาจรัฐได้เข้าไปถึงแทบทุกจุดของประเทศ ระบบการจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างเข้มงวด นโยบายและคำสั่งจากรัฐบาลกลางถูกถ่ายทอดไปยังทุกชุมชนและได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง กลไกของรัฐจึงมีบทบาทชี้นำสังคมได้มากและได้ผลอย่างดียิ่ง
tokyo การพัฒนาประเทศของญี่ปุ่น

ความเจริญก้าวหน้าของประเทศญี่ปุ่

ดูอย่างง่าย ๆ เรื่องของการศึกษาของไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ ค่อย ๆ พัฒนาเรื่องการศึกษา มีโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โรงเรียนข้าราชการพลเรือน สร้างโรงเรียนขยายออกไป กว่าระเริ่มประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาแห่งชาติ บังคับให้เด็กไทยทุกคนต้องเรียนการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นประถมศึกษา ๔ก็ล่วงเข้าปีพุทธศักราช ๒๔๖๔ จากนั้นกว่าจะขยายการศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ป.๗ ก็เข้าปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ รวมแล้วใช้เวลาเกือบ ๑๐๐ ปี ส่วนของญี่ปุ่นเริ่มรัชสมัยจักรพรรดิเมจิในปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ และเริ่มยุคการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ผ่านไปได้เพียง ๕ ปี เริ่มประกาศใช้ระบบโรงเรียนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ มีการพัฒนาไปตามลำดับการขยายการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ รวมใช้เวลาเพียง ๔๐ ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกันของความเข้มแข็งทางกลไกของรัฐและพื้นฐานต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นที่ชี้ให้พวกเราเห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อเริ่มพัฒนา ประเทศญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบไทยหลายประการดังกล่าวมาแล้วนั้น ไม่ใช่เพื่อให้เรามีข้ออ้างปลอบใจตนเองว่า

ไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่เพราะตอนเริ่มต้นเราเสียเปรียบเขาต่างหาก แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้พวกเรา เวลามองอะไรไม่มองอย่างมีอคติคิดเข้าข้างตนเอง ปลอบใจตัว หรือมองอย่างดูถูกตัวเอง แต่ต้องฝึกมองด้วยใจเป็นกลาง มีวิสัยทัศน์ที่กระจ่างชัด มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไปตามความเป็นจริง เข้าใจเหตุและผล เงื่อนไขปัจจัยของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

*****************************************************************************

แหล่งข้อมูล ด้วยความขอบคุณ
 http://dou.us/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1/

10 ข้อดีของคนญี่ปุ่นที่ควรเลียนแบบ



10  ข้อดีของคนญี่ปุ่นที่ควรเลียนแบบ

ชอบและชื่นชมนิสัยเด่นๆของคนญี่ปุ่นมานาน..พบบทความนีิ้ จึงขออนุญาตนำมาบันทึกไว้เพื่อศึกษาและเผยแพร่ เพราะเป็นความดีงามที่สมควรเป็นตัวอย่าง

1. ไม่โวยวาย ระงับอารมณ์ความรู้สึก The Calm
ไม่ออกมาร้องไห้ ตะโกนบอกคนอื่นว่าตัวเองลำบากแค่ไหน หรือ เวลาที่ใครตาย ต้องร้องไห้ตะโกน แบบชนชาติอื่น ซึ่งเราก็คงเห็นจากในหนังบ่อยๆ

2. ความมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ์ The Dignity
ไม่มีการใช้คำด่า หรือใช้ คำหยาบคาย แสดงมารยาททรามๆ

3. ความสามารถ The Ability
ความสามารถที่เหลือเชื่อของคนญี่ปุ่นทางด้านสถาปัตยกรรมที่แม้แต่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดไหน
แม้ตึกสูงๆจะไหวเอียงไปมา ด้วยความระทึกใจ แต่ตึกสูงๆกลับไม่พังทลายลงมา

4. ความสง่างาม The Grace
ความสง่างามที่แสดงออกยามยากลำบาก ไม่มีการเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่คิดถึงคนอื่น
คนญี่ปุ่นไปซื้อของเฉพาะที่จำเป็นใช้ เพื่อคนอื่นจะได้ซื้อไปใช้ได้ คือ มีน้ำใจเผื่อแผ่คิดถึงคนอื่น

(ไม่กักตุน หรือไม่มีพ่อค้าหัวใส กุกตุน หรือโก่งราคาขายแพงๆแบบบ้านเรา เพราะถือเป็นโอกาสที่ดี
จะได้รวยกันคราวนี้ เห็นแก่ตัว งกเงิน และไม่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ พวกกระต่ายตื่นตูมมีเยอะมาก พ่อค้าก็เลยรวย เหมือนเวลาน้ำตาลแพง น้ำมันปาล์ม หายหมด แล้วก็หาซื้อไม่ได้ เพราะพวกขี้ตื่นวิ่งไปซื้อกันหมด และกักตุนทันที)

ทางออกสำหรับพวกเราโอกาสหน้าก็คือ ร่วมมือกันอย่าไปซื้อสินค้าที่พวกกักตุน กินอย่างอื่นแทน ไม่ตายหรอก แต่คนขายตายแน่ ถ้าคนบอยคอร์ด พวกเห็นแก่ตัว ฉวยโอกาสพวกนี้

5. ความมีระเบียบ วินัย สังคมมีระเบียบ The Order
ไม่มีพวกฉวยโอกาส พวกเห็นแก่ตัว ที่เข้าไปปล้น หรือเข้าไปขนของในร้าน ไม่มีการก่อความวุ่นวายบีบแตร หรือไม่มีการแซงหรือตัดหน้ารถคนอื่นด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะจะรีบๆไปไม่คิดถึงคนอื่น แต่เข้าใจสถานการณ์ และช่วยกันรักษาระเบียบของสังคม

6. ผู้เสียสละ ผู้พลีชีพเพื่อคนอื่น The Sacrifice
คนงานในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 คนที่ต้องเข้าไปปั้มน้ำทะเลเข้าเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ ได้แต่สวดอ้อนวอนภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย แล้วพวกเราจะตอบแทนบุญคุณเขาเหล่านี้ที่สละชีพ และเสียสละเพื่อส่วนรวมได้อย่างไร

7. ความละเอียดอ่อนทางด้านจิตใจ คิดถึงใจเขาใจเรา The Tenderness
ร้านอาหารตัดราคาจากปกติเพื่อช่วยคนที่ได้รับความเดือดร้อน
เอทีเอ็มปล่อยทิ้งไว้
(ไม่มีคนออกมางัดแงะ ตู้เอทีเอ็ม หรือปล้นเอาเงินแบบบ้านเรา ตอนประท้วง อายเขามั้ยเนี่ย )

8. การได้รับอบรมสั่งสอนที่ดี The Training
ไม่ว่าเด็ก และคนแก่ ยามนี้ ใครๆก็รู้หน้าที่ของตัวเองว่า ควรทำยังไง ไม่ต้องมีคนออกมาบอกมาสอน หรือเตือน

9. สื่อมวลชน หรือ นักข่าวทั้งหลาย The Media

พยายามเสนอข่าวที่พยายามไม่ทำให้เกิดความสะเทือนใจ พยายามเสนอข่าวที่ไม่สร้างความวุ่นวาย
( ไม่เหมือนบ้านเรา ชอบพาดหัวข่าวให้ตื่นเต้น เร้าใจ ยิ่งมันส์ ยิ่งแรง ยิ่งขายหนังสือพิมพ์ได้ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนคนระดับ ขอให้ขายหนังสือพิมพ์ให้ได้ก็พอ เรียกว่าพวกฉวยโอกาส อ่านทีรู้เลยว่าเป็นยังไง)

10. จิตสำนึก(ดีและชั่ว) คุณธรรม สติสัมปชัญญะ (ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัว มียางอาย รู้สึกว่าบาป) The Conscience
เมื่อคนญี่ปุ่นเข้าไปในร้านขายของแต่ไฟดับ คนญี่ปุ่นก็เอาของไปคืนบนหิ้ง แล้วก็เดินออกมา โดยไม่หยิบฉวยของร้านออกมา หรือติดมือออกมา









ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากเว็บไซต์นี้ค่ะ..
 http://akelovekae.blogspot.com/2011/04/10.html


Tablet ลดช่องว่างการศึกษา ครอบคลุมเด็กกลุ่มชาติพันธุ์


แท็บเล็ต (Tablet) ลดช่องว่างการศึกษา 

ครอบคลุมเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ 


 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555  ที่โรงเรียนบ้านวังใหญ่ จ.กาญจนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเสวนาวิชาการ เรื่อง  "แท็บเล็ตช่วยลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างไร”  นายอธิวัฒน์ พันธ์ประชา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต 1 กล่าวว่า พื้นที่ จ.กาญจนบุรี มีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ สพป.กาญจนบุรี เขต 3 ซึ่งมีพื้นที่ติดชายแดนพม่ามีกลุ่มนักเรียนชาติพันธุ์ถึง11,322 คน คิดเป็น 45% ของนักเรียนทั้งหมด 25,190 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 3,294 คน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 1,604 คน คิดเป็น 43.35% โดยเด็กกลุ่มนี้ก็ได้รับแท็บเล็ตในโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย เช่นเดียวกับเด็ก ป.1 ทั่วประเทศ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ที่โรงเรียนบ้านวังใหญ่ ได้รับแท็บเล็ต 25 เครื่อง ตามจำนวนนักเรียน ป.1 ที่มีอยู่

นายสุชิน เพ็ชรักษ์ นักวิชาการด้านการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ (ทวิภาษา) กล่าวว่า การที่เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับแท็บเล็ตเช่นเดียวกับเด็กไทย ทำให้เด็กไม่ถูกดีดออกจากการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ตามหลักสิทธิมนุษยชน และเห็นว่าควรให้นำแท็บเล็ตกลับบ้าน เพื่อพ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เรียนรู้ด้วยและแท็บเล็ตจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

ดร.ซินเธีย หม่อง ผอ.ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้เพื่อเด็กด้อยโอกาส กล่าวว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 200,000 กว่าคน โดยในจำนวนนี้ 40% เป็นเด็กในวัยเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ และศูนย์พักพิงผู้อพยพ ซึ่งการที่เด็กกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งได้รับแท็บเล็ต ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน โดยได้เข้าถึงองค์ความรู้ตามการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และมักเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การใช้แท็บเล็ตของเด็กกลุ่มนี้ยังติดปัญหาเรื่องของภาษาที่ใช้ในแท็บเล็ต ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหาในจุดนี้คงจะเป็นอุปสรรคในระยะหนึ่ง แต่ต่อไปการเรียนในแท็บเล็ตอาจจะเป็นกลไกในการฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาไทยได้รวดเร็วขึ้น



นายไมเคิล อัลเบิร์ต ผู้จัดการองค์กรไรท์ ทู เพลย์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วยสร้างทักษะการค้นคว้า และเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าการสอนแบบท่องจำเพียงอย่างเดียว ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรอบตัวเราเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากเทคโนโลยีตั้งแต่เล็ก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในอนาคต



นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการเสวนาพบว่าแท็บเล็ตสามารถตอบโจทย์ทางการศึกษาได้ 2 ประเด็นคือ การเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้และคุณภาพการศึกษา ซึ่งเมื่อได้แท็บเล็ตมาแล้ว ไม่ใช่ใช้แท็บเล็ตสอนแบบเดิมๆ ไม่เช่นนั้นการศึกษาก็จะย่ำอยู่กับที่ เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ บูรณาการเรียนการสอน และออกแบบการเรียนรู้ให้ได้ อย่างไรก็ตามแท็บเล็ตไม่ใช้เครื่องมือที่เราสร้างขึ้นเพื่อความหรูหรา หรือบอกว่าเราไฮเทค แต่มันจะบอกว่าเราจะปฏิวัติการเรียนรู้ทางการศึกษา


เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้าในการจัดสรรแท็บเล็ตนั้น ภายในเดือน ส.ค.นี้ จะสามารถจัดสรรแท็บเล็ต 400,000 เครื่อง ได้แล้วเสร็จ และจากนั้นจะจัดสรรในรอบต่อไปอีก 400,000 เครื่อง โดยให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาออกแบบประมวลผล และสรุปปัญหาการใช้แท็บเล็ตหากมีเพื่อมาปรับปรุงต่อไป

Photo by JJ




ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.go6tv.com/