วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

OTPC App Contest



ด่วน !!!   สำหรับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา
ที่สนใจผลิตสื่อสำหรับ Tablet
ศึกษารายละเอียดและเข้าไปสมัครได้ที่นี่ค่ะ..


จะสร้างสื่อประเภทใด เลือกได้ตามความสนใจ
  • สื่อเสริมการเรียน
  • สื่อเสริมการสอน
  • สื่อสร้างองค์ความรู้
ขออนุญาตจากเว็บไซต์มาประชาสัมพันธ์ต่อนะคะ..เพราะเป็นเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้  และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ค่ะ















วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ไฟเขียว สพฐ.หน่วยงานหลัก ซื้อ Tablet



ไฟเขียว สพฐ.หน่วยงานหลัก ซื้อ Tablet
แบ่ง 4 โซนทำอีออคชั่นลอตใหญ่ ยันไม่เอื้อบริษัทยักษ์อ้างอำนาจต่อรอง

จากการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา(แท็บเล็ต)ต่อ 1นักเรียน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ทบทวนจำนวนเครื่องต่อโซนในการจัดซื้อจัดจ้างทางอินเตอร์เน็ตหรืออีออคชั่น จากการศึกษาข้อมูลที่ประชุมเห็นว่าจำเป็นต้องให้จำนวนเครื่องที่จะจัดซื้อในแต่ละโซนมีจำนวนที่สูงขึ้น เพื่อให้สามารถได้ราคาที่ต่ำที่สุด จึงมีมติเห็นชอบว่าการดำเนินการทำอีออคชั่นให้แบ่งเป็น 4 โซน คือ ระดับชั้น ป.1 จำนวน 2 โซน และระดับชั้น ม.1 อีก 2 โซน โดยโซนแรกแบ่งเป็นจังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ และโซนที่ 2 เป็นภาคเหนือและอีสาน ซึ่งแต่ละ โซนจะดำเนินการจัดซื้อจำนวนที่ใกล้เคียงกันประมาณ 4 แสนกว่าเครื่องต่อหนึ่งโซน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า สำหรับข้อหารือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ตในปีนี้นั้น ทางกรมบัญชีกลางได้มีหนังสือตอบกลับมาแล้วว่า สพฐ.สามารถที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดซื้อแท็บเล็ตได้ โดยให้ส่วนราชการทำหนังสือมอบอำนาจให้ สพฐ.ดำเนินการทำอีออคชั่นแทน ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สพฐ.ทำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามข้อสรุปดังกล่าว ส่วนที่มองว่าการแบ่งโซนและจัดซื้อลอตใหญ่จะเอื้อเฉพาะบริษัทใหญ่เพราะบริษัทเล็กไม่สามารถเข้าเสนออีออคชั่นได้นั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการล็อกแต่จะทำให้มีกำลังในการต่อรอง

ด้านนาวาอากาศเอกสุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า การจัดซื้อปีนี้ ป.1 โซน แรกจำนวน
  431,775  เครื่อง โซน  2  จำนวน  417,042 เครื่อง ส่วน ม.1 โซนแรกจำนวน 416,440 เครื่อง โซน 2 จำนวน 423,333 เครื่อง ราคาเครื่อง ป.1 จำนวน 2,720 บาท และ ม.1 จำนวน 2,920 บาท ซึ่งยิ่งซื้อมากราคาจะถูกลงและได้อำนาจการต่อรองที่ค่อนข้างสูง ทำให้ได้สิ่งดีๆ.

http://www.thairath.co.th/content/edu/320477
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556




วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

เส้นทางแท็บเล็ต ป.1 "เฟส 2"




เส้นทางแท็บเล็ต ป.1  "เฟส 2"
       ผ่านไปแล้ว 1 ปีสำหรับโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียน (One Tablet PC Per Child) หรือ แท็บเล็ต ป.1โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการดำเนินโครงการ
    หากย้อนดูเส้นทางโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22ก.พ.55ภายหลังจากกระทรวงไอซีทีได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้จัดหาแท็บเล็ตราว 9 แสนเครื่องสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1ทั่วประเทศปีการศึกษา 2555เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่ให้ไว้กับประชาชนว่านักเรียน 1 คนจะได้รับ 1 คอมพิวเตอร์พกพา(แท็บเล็ต)

     ในเวลาต่อมา บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ บริษัทสัญชาติจีนได้รับคัดเลือกในการจัดหาแท็บเล็ตแบบวิธี MOU จากไอซีที ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านี้จะใช้วิธีการจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือ G2G  แต่ท้ายสุด ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.กระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโครงการแท็บเล็ตป.1 เสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 มาเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือMOU ซึ่งระบุว่ามีข้อดีตรงที่ไม่ต้องนำเสนอ ครม. อีกทั้งรัฐบาลจีนเป็นผู้เสนอรายชื่อบริษัทแทนในการจัดซื้อแท็บเล็ตมาให้พิจารณา นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการจัดซื้อแท็บเล็ตไม่ต้องใช้วิธีประมูลอีกด้วย
ต่อมากระทรวงไอซีทีได้มีการเซ็นสัญญาจัดซื้อแท็บเล็ตกับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ โดยมีราคาแท็บเล็ตต่อเครื่องอยู่ที่ 82 เหรียญ หรือประมาณ 2,400 บาท ซึ่งไอซีทีลงนามการสั่งซื้อแท็บเล็ตออกเป็น 2 ระยะคือระยะแรกจำนวน 400,000 เครื่อง ในมูลค่ารวม 32,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในระยะที่ 2 สั่งซื้อเพิ่มเติมอีก 403,941 เครื่อง ในราคาต่อเครื่องเท่ากันรวมมูลค่าอีกประมาณ 1,054 ล้านบาท
สรุปแล้วโครงการแท็บเล็ตป.1เฟสแรก ของปีการศึกษา2555 ไอซีทีสั่งซื้อแท็บเล็ตรวมราว 900,000เครื่อง ภายใต้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนก.ย.55 ที่ผ่านมาไอซีทีได้ส่งมอบเครื่องแท็บเล็ตให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบหมดแล้ว
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาในกระบวนการจัดส่ง และการตรวจสอบคุณภาพจากคณะกรรมการตรวจรับ มีข่าวลือออกมาเป็นระยะว่าแท็บเล็ตที่จัดส่งมาไม่ผ่านมาตราฐานตามข้อกำหนดทีโออาร์ สเปกก็ผิดไปจากที่เซ็นสัญญา รวมไปถึงปัญหาจำนวนเครื่องแท็บเล็ตที่ได้มาไม่ครบตามกำหนดระยะเวลาที่วางไว้
สำหรับแท็บเล็ตในเฟส1 มีสเปกหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว หน่วยบันทึกข้อมูล 8 GB หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู แบบดูอัลคอร์ 1.2 GHz และหน่วยความจำหลัก 1 GB ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 (Ice Cream Sandwich) และใช้แบตเตอรีชนิด Lithium Polymer ขนาดความจุ 3,600 mAh มีการรับประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี




ไอซีทีลุยเฟส 2 ต่ออีก 1.6 ล้านเครื่อง


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ออกมาระบุว่าจะเดินหน้าโครงการต่อในเฟส2 เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2556 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่1 และมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 1.6 ล้านเครื่อง ด้วยงบประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งชั้นละ 800,000เครื่อง ซึ่งจะมาพร้อมสเปกที่สูงกว่าในเฟส1แน่นอน   คาดว่าภายในสิ้นเดือนม.ค.56 จะได้ข้อสรุปเงื่อนไขทีโออาร์ และกำหนดคุณภาพตัวเครื่องแท็บเล็ตในเฟส2
ทั้งนี้ในเฟส 2 กระทรวงไอซีทีจะใช้รูปแบบการประมูลโครงการแท็บเล็ตแทนMOUแบบเฟส1 โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนทั้งในและนอกประเทศที่สนใจเข้าร่วมประมูลได้ทั้งหมด
ขณะเดียวกันในปี 2556 ไอซีทีได้รับอนุมัติงบประมาณดำเนินการโครงการขยายจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย (Wi-Fi) เป็นเงิน 831 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมงบของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับการใช้งานของนักเรียนในโครงการแท็บเล็ตป.1ของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันไอซีทีมีจุดให้บริการWi-Fiแล้ว 200,000 จุด ภายใต้โครงการ ICT Free Wifi
สำหรับบริษัท ไทยร่วมค้า เดอะซิสเต็มส์ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีภายใต้แบรนด์ 'แอดไวซ์ ดิสทริบิวชั่น' ในตอนนี้ถือได้ว่าเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ในการให้บริการด้านเทคนิคเพื่อรองรับเครื่องแท็บเล็ต ป.1 ตามโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One Tablet PC Per Child) ของไอซีทีกรณีเครื่องเสียหายที่เกิดจากการใช้งานที่อยู่ในเงื่อนไขและระยะเวลาประกันเครื่อง โดยมีสัญญาเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งจะต้องเปิดศูนย์ซ่อมแท็บเล็ต ป.1 จำนวน 30 แห่งใน 30 จังหวัด เพื่อรองรับการซ่อมด้านฮาร์ดแวร์ โดยที่บริษัทมีศูนย์ซ่อมทั้งหมด 114 แห่งใน 66 จังหวัดที่จะดูแลเรื่องซอฟต์แวร์หากเกิดปัญหา และยังใช้เป็นที่รับส่งแท็บเล็ตมายัง 30 ศูนย์ซ่อมดังกล่าว

       ณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยร่วมค้า เดอะซิสเต็มส์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการแท็บเล็ตป.1ในเฟส 2 ที่ไอซีทีจะเปิดประมูลในปี 2556โดยเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูลได้ทุกรายนั้น บริษัทคงไม่สนใจเข้าร่วมประมูลแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นพาร์ทเนอร์กับเสิ่นเจิ้น สโคป อยู่  ดังนั้นจึงไม่อยากเข้าไปเป็นคู่แข่งกันเอง

      'หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราเข้าร่วมประมูลในเฟส2 แล้วเกิดชนะเป็นที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกับ เสิ่นเจิ้น สโคป ก็อาจจะโดนกล่าวหาได้ว่าเป็นการฮั้วประมูล ดังนั้นเราจึงไม่อยากเข้าไปยุ่งในการประมูลในครั้งนี้ เราคงเน้นการทำงานด้านเซอร์วิสต่อไป ส่วนการทำตลาดคงเน้นช่องทางขายปลีกกับขายส่งเท่านั้น'
นอกจากนี้เขายังระบุว่าในช่วง3เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ต.ค.-ธ.ค.55นั้นมีเครื่องแท็บแล็ตป.1นำเข้ามาซ่อมตามศูนย์ต่างๆราว 200-300 ตัว โดยเกิดจากปัญหาด้านซอฟต์แวร์ 50% โดยเฉพาะปัญหาการลงแอปพลิเคชั่นมากเกินจนทำให้เครื่องค้าง เป็นต้น และในส่วนของฮาร์ดแวร์อีก 50%ในเรื่องหน้าจอทัสกรีน, ปัญหาการค้นหาจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย(Wi-Fi) ไม่เจอและปัญหาในส่วนของแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม บริษัทเพิ่งจะเริ่มหันมาเน้นทำตลาดแท็บเล็ตอย่างจริงจัง โดยการนำเข้าจากประเทศจีนในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.55 หลังจากได้รับเลือกมาดูแลบริการหลังการขายของโครงการแท็บเล็ตป.1 โดยเฉพาะ2แบรนด์หลักคือ 1.สโคแพด 2.AIGO    ซึ่งภายในเดือนพ.ย.เดือนเดียวมียอดขายถึง 35,000 เครื่อง และในเดือนธ.ค.คาดว่าจะมียอดขายถึง50,000 เครื่องรวมทั้งปีมียอดขาย 85,000 เครื่อง ขณะที่ในปี 56 บริษัท จะยังคงเน้นแท็บเล็ต 2 แบรนด์เดิมเป็นหลักในการทำตลาด โดยตั้งเป้าทำยอดขายแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนเดือนละ 1 แสนเครื่อง

      ถึงแม้โครงการแท็บเล็ตป.1จะผ่านไปแล้วเกือบ1ปี แต่เรื่องที่สำคัญที่จะบอกว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น คือนักเรียนที่ได้มีโอกาสใช้เแท็บเล็ตทั่วประเทศจะได้ประโยชน์อะไรกับแท็บเล็ต ซึ่งหากได้แค่การใช้เพียงเพื่อความบันเทิงไปวันๆเท่านั้น โครงการดังกล่าวคงจะล้มไม่เป็นท่า เพราะจุดประสงค์ของโครงการดังกล่าวก็เพื่อให้เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนการสอนของครูผู้สอน ถึงแม้จะมีต่อในเฟสที่2ก็ตาม แต่ท้ายสุดผลที่ออกมาก็คงลงเอยแบบเดิม

       ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการอบรมให้ครูผู้สอนรู้จักใช้แท็บเล็ตดังกล่าวนำมาเสริมการเรียนให้มีประสิทธิภาพ และการมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับแท็บเล็ตให้มากกว่าปัจจุบันโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลตามชนบททั่วประเทศ



ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kruthai.info/views.php?article_id=3569

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

น่าทึ่งจริง..การเรียนรู้ของเด็กเอธิโอเปีย จาก Tablet "แทนครูได้จริงๆ"



สุดยอด..น่าทึ่งจริงๆ

นาย Nicholas Negroponte ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ One Laptop Per Child (OLPC)
เล่าถึงสิ่งที่เค้าพบจากการทดลองกับเด็ก Ethiopia ในงาน MIT Technology Review's EmTech conference


เขาเกิดอยากรู้ว่า...

ถ้าหากเด็กที่ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยอ่านออก อย่าว่าแต่เล่น Tablet ได้มีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือทันสมัยเหล่านี้ อะไรจะเกิดขึ้น...


ขั้นตอนการทดลองของเขา

  • เขาเอา Xoom Tablet ของ Motorola ที่ออกแบบให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จำนวนนึงใส่กล่อง ติดเทปอย่างดีไม่ให้รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่หมู่บ้านสองแห่ง ตอนแรกเขาคิดว่า เด็กคงจะเล่นกับแค่กล่อง แต่ทว่า....
  • ภายใน4 นาที เด็กคนนึงแกะกล่องออกมา แล้วหาทางเปิดเครื่องจนติด
  • 5 วันต่อมา เด็กแต่ละคนใช้ apps ในเครื่องถึง 47 apps ต่อคน
  • สัปดาห์ถัดมา เด็กพวกนี้ร้องเพลงภาษาอังกฤษที่ใส่ไว้ในเครื่องได้
  • ภายใน 5 เดือน มีเด็กบางคน Hack ระบบของ Android ได้ (ว๊าว !!!!! น่าอัศจรรย์จริง...)
  • เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิดันปิดฟังชั่นกล้องถ่ายภาพ แต่เด็กก็จัดการเข้าไปแก้จนถ่ายภาพได้
  • ต่อมาทุกเครื่องได้รับการปรับแต่ง Customised โดยเด็กเหล่านั้นจนแต่ละคนมีเครื่องที่แตกต่างกัน

  • 

    If they can learn to read, then they can read to learn,”

    Negroponte กล่าวและบอกว่า ถ้าหากมีทุนทรัพย์ เขาเชื่อว่า...
    เผลอๆ โลกนี้อาจสามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องมีครูเสียด้วยซ้ำ


    Children can learn a great deal by themselves.
    

    



    EmTech Preview: Another Way to Think about Learning

    Why I hope kids in Ethiopia can teach the rest of us something profound about education.
    Self-taught: Children in Ethiopia are learning to use tablets distributed by OLPC.
    Photos courtesy of Matt Keller

    Seymour Papert, a computer scientist and pioneer in artificial intelligence, once said: “You cannot think about thinking unless you think about thinking about something.” Does this apply to learning? Maybe not.
    Here is what I mean.

    As we industrialized learning and created schools, we needed to measure the system’s efficacy and each child’s progress. What you really want to measure is curiosity, imagination, passion, creativity, and the ability to see things from multiple points of view. But these are hard to measure other than one on one, and even then, the assessment will be subjective. So instead, we measure what a child knows, and from that we infer that the child has learned how to learn. This is the real aspiration we have for our children: learning learning.


    I believe that we get into trouble when knowing becomes a surrogate for learning. We know that a vast recall of facts about something is in no way a measure of understanding them. At best, it is necessary but not sufficient. And yet we subject our kids to memorizing. We seem to believe that rote learning is akin to physical exercise, good for their minds. And, quite conveniently, we can test whether the facts stuck, like spaghetti to a wall. In some cases knowledge is so drilled in that you know and hate a subject at the same time.

    The closest I have ever come to thinking about thinking is writing computer programs. This involves teasing apart a process into constituent parts, step-by-step functions, and conditional statements. What is so important about computer programs is that they (almost) never work the first time. Since they do something (versus nothing), just not what you wanted, you can look at the (mis)behavior to debug and change your code. This iterative process, so common in computer programming, is similar to learning.

    The gods must be crazy

    Have you watched a two-year-old use an iPad?
    The meteoric rise of modern instructionism, including the misguided belief that there is a perfect way to teach something, is alarming because of the unlimited support it is getting from Bill Gates, Google, and my own institution, MIT. While Khan Academy is charming and brilliantly nonprofit, Salman Khan cannot seriously believe that he and a small number of colleagues can produce all the material, even if we did limit our learning to being instructed.

    One Laptop per Child (OLPC), a nonprofit association that I founded, launched the so-called XO Laptop in 2005 with built-in programming languages. There are 2.5 million XOs in the hand of kids today in 40 countries, with 25 languages in use. In Uruguay, where all 400,000 kids have an XO laptop, knowing how to program is required in schools. The same is now true in Estonia. In Ethiopia, 5,000 kids are writing computer programs in the language Squeak.
    OLPC represents about $1 billion in sales and deployment worldwide since 2005—it’s bigger than most people think. What have we learned? We learned that kids learn a great deal by themselves. The question is, how much?


    To answer that question, we have now turned our attention to the 100 million kids worldwide who do not go to first grade. Most of them do not go because there is no school, there are no literate adults in their village, and there is little promise of that changing soon. My colleagues and I have started an experiment in two such villages, asking a simple question: can children learn how to read on their own?

    To answer this question, we have delivered fully loaded tablets to two villages in Ethiopia, one per child, with no instruction or instructional material whatsoever. The tablets come with a solar panel, because there is no electricity in these villages. They contain modestly curated games, books, cartoons, movies—just to see what the kids will play with and whether they can figure out how to use them. We then monitor each tablet remotely, in this case by swapping SIM cards weekly (through a process affectionately known as sneakernet).

    Within minutes of arrival, the tablets were unboxed and turned on by the kids themselves. After the first week, on average, 47 apps were used per day. After week two, the kids were playing games to race each other in saying the ABCs.

    Will this lead to deep reading? The votes are still out. But if a child can learn to read, he or she can read to learn. If these kids are reading at, say, a third-grade level in 18 months, that would be transformational.
    Whether this can happen has yet to be proved. But not only will the results tell us how to reach the rest of the 100 million kids much faster than we can by building schools and training teachers, they should also tell us a great deal about learning in the developed world. If kids in Ethiopia learn to read without school, what does that say about kids in New York City who do not learn even with school?

    The message will be very simple: children can learn a great deal by themselves. More than we give them credit for. Curiosity is natural, and all kids have it unless it is whipped out of them, often by school. Making things, discovering things, and sharing things are keys. Having massive libraries of explicative material like modern-day encyclopedias or textbooks is fine. But such access may be much less significant than building a world in which ideas are shaped, discovered, and reinvented in the name of learning by doing and discovery.
    At Technology Review’s annual EmTech MIT conference this October, Nicholas Negroponte will discuss what his work in Ethiopia has taught him about learning.





    วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

    นายกปูสั่งโหลด Application ลงในโทรศัพท์มือถีอ เตรียมพร้อมสู่อาเซียน


    (ภาพประกอบจากเว็บไซต์)

    นายกฯสั่งโหลด "แอพพลิเคชั่น" ชุดภาษาอังกฤษ ลงในโทรศัพท์มือถือ
    เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน    
    นางพนิตา กำภู อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ระดับปลัดกระทรวงนัดสุดท้าย ประจำปี 2555 ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งจัดทำซอฟต์แวร์ที่เป็นแอพพลิเคชั่นชุดภาษาอังกฤษ บันทึกเสียงประโยคภาษาอังกฤษและภาษาไทยลงในโทรศัพท์มือถือ สำหรับให้คนขับแท็กซี่ พนักงานนวด เด็กเสิร์ฟ พนักงานขายของตามร้านต่าง ๆ ได้ฝึกพูดตามว่าแต่ละประโยคที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันภาษาอังกฤษพูดว่าอย่างไร ภาษาไทยพูดว่าอย่างไร เป็นการฝึกพูดภาษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเบื้องต้นอาจจะต้องมอบหมายให้บริษัทเอกชนจัดทำเป็นซอฟต์แวร์เพื่อบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือ และจะให้สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) หรือองค์การค้า รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าเป็นคำสั่งเร่งด่วนจากนายกรัฐมนตรี โดยคิดว่าน่าจะดำเนินการได้ทันทีในช่วงต้นเดือนม.ค.2556 นี้

    กระทรวงศึกษาธิการเร่งระดมทุนช่วยเหลือครูชายแดนใต้...
    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการระดมเงินเข้ากองทุนครูชายแดนใต้ ซึ่งในวันที่ 16 ม.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันครูแห่งชาติ โดยจะจัดโครงการวิ่งและขี่จักรยานทางไกลเพื่อสันติภาพแก่ครูชายแดนภาคใต้ เพื่อต้องการระดมเงินบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้ก่อตั้ง "กองทุนช่วยเหลือครูชายแดนใต้" ระหว่างวันที่ 6-17 ม.ค. 2556 โดยมีกิจกรรมคือวิ่งมาราธอน ขี่จักรยานทางไกลของเหล่านักกีฬา ศิลปิน รวมทั้งข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นิสิตนักศึกษา สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป คอนเสิร์ต การประมูลของที่ระลึก รวมทั้งกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่ากองทุนครูฯ น่าจะเงินได้ 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะจ่ายเงินย้อนหลังให้กับครอบครัวครูที่เสียชีวิตทั้ง 157 ราย รายละ 1 ล้านบาท ทั้งนี้ถ้าระดมเงินได้มากกว่านั้นก็จะจ่ายให้ครูพิการที่มีชีวิตอยู่และไม่มีรายได้

    นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง ต้อนรับปี 2556
    ที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์มองการณ์ข้างหน้าเพื่อเตรียมพร้อมสู่อาเซียนอย่างรอบด้าน  โดยเน้นการใช้การศึกษาและเทคโนโลยีเป็นฐานการพัฒนาเตรียมความพร้อมด้าน "คน" ..ยอดเยี่ยมค่ะ

    ขอบคุณข่าวจากเว็บไซต์ครูไทย