วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความเห็นบางกลุ่มต่อ "แท็บเล็ต"




ความเห็นบางกลุ่มกับ "แท็บเล็ต"

          โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

          แนวคิดการแจกคูปองเงินสด 3,000 บาท ให้เด็กซื้อเครื่องแท็บเล็ตเอง แทนหน่วยราชการจัดซื้อเครื่องมาให้กับเด็กชั้น ป.1 และ ม.1 ใช้ สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายแท็บเล็ตของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โพสต์ทูเดย์รวบรวมสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การจัดซื้อ เนื้อหา ความเหมาะสม แจกแจงให้ดูอีกครั้ง


          ความเหมาะสม
          ตั้งแต่ไอเดียแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน ป.1 เริ่มขึ้น และถูกประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ คำถามแรกคือเรื่องความเหมาะสม ซึ่งมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีงานวิจัยและเสนอแนะว่าควรจะแจกให้กับเด็กที่อยู่ในชั้นที่โตกว่าป.1 เพราะการแจกนักเรียนใน ป.1 อาจก่อให้เกิดปัญหากระทบต่อสุขภาพและบุคลิกภาพของนักเรียน ซึ่งอยู่ในวัยที่ซึมซับการเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว


          การจัดซื้อ
          แม้การจัดซื้อแท็บเล็ตล็อตแรก 8.6 แสนเครื่อง เป็นไปอย่างราบรื่น คณะกรรมการจัดซื้อท็บเล็ตมีมติเลือก บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ เสนอราคาขายแท็บเล็ตเครื่องละ 81 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,400 บาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการพิจารณา แต่การจัดซื้อครั้งนั้นก็ยังมีความคลุมเครือเรื่องการซื้อผ่านรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลจีน เพราะกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงสัญญาจีทูจีและเคยมีการออกมาให้ข่าวจากกระทรวงไอซีทีว่ารัฐบาลจีนเลือกรายชื่อ 4 บริษัท คือ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ, ทีแอลซี คอร์เปอเรชัน, ไฮเออร์ เทคโนโลยี และหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ให้ไอซีทีเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น


          ขณะที่การจัดซื้อในปี 2556 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานที่จัดซื้อเองทั้งสิ้น 1.6 ล้านเครื่อง ภายใต้วงเงิน 4,600 ล้านบาท สำหรับนักเรียนชั้น ป.1 นักเรียนชั้น ม.1 และครู โดยเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อเป็นการจัดซื้อแบบ “อีออกชัน” แทน รวมถึงให้แบ่งรูปแบบการจัดซื้อออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซน 1 ป.1 ภาคกลางและภาคใต้ โซน 2 ป.1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โซน 3 ม.1 ภาคกลางและภาคใต้ และโซน 4 ม.1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและครู บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถัง ชนะการประมูลในโซน 1 และโซน 2 ส่วน บริษัท จัสมิน เทเลคอมซิสเต็มส์ ชนะการประมูลโซน 4 โดยทั้งสองบริษัทได้ทำสัญญาจัดซื้อแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองบริษัทจะต้องจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตงวดแรกภายหลังเซ็นสัญญา 35 วัน


          ที่เป็นปัญหาคือ โซน 3 ที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชัน (ไทยแลนด์) ชนะการประมูล แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีความเห็นว่าการประมูลของโซน 3 ไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและควรได้ราคาต่ำกว่านี้ สพฐ.จึงยกเลิกการประมูลในโซนนี้ โดยรอผลการอุทธรณ์ที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชัน ยื่นต่อกรมบัญชีกลาง

          ประเด็นเรื่องนี้ คือ หากการประมูลในโซน 3 กลายเป็นคดีฟ้องร้อง ก็กระทบการจัดซื้อในโซนนี้ที่จะจะล่าช้าตามไปด้วย นักเรียนที่จะได้รับแจกอาจจะต้องรอไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยในระหว่างนี้จะมีปัญหาอื่นซ่อนตัวอยู่ เช่น เรื่องความล้าหลังของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และภาวะสุญญากาศไม่มีอุปกรณ์ให้เด็กในโซนนี้ ซึ่งอาจจะมีการร้องเรียนเรื่องความเหลื่อมล้ำตามมา ฯลฯ



          เนื้อหา          หากเปิดแท็บเล็ต ป.1 แล้วพลิกดูเนื้อหาซึ่งยังเป็นระบบออฟไลน์ พบว่า ประกอบด้วยอีบุ๊กที่แปลงเนื้อหาในหนังสือเดิมจาก 5 กลุ่มสาระ และเป็นอีเลิร์นนิง หรือบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีจำนวน 336 บท รวมถึงส่วนที่เป็นแอพพลิเคชันที่เป็นทั้งแบบฝึกหัด แบบทดสอบ เช่น การคัดลายมือ วาดภาพระบายสี ข้อสอบต่างๆ เกมการเรียนรู้ ทั้งหมดประมาณ 50 แอพพลิเคชัน ป.2 ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะแอพพลิเคชันสำหรับการเรียนรู้ ถูกวิจารณ์ว่าค่อนข้างน่าเบื่อ สพฐ.จึงได้จัดประกวดแอพพลิเคชันขึ้น โดยระบุว่าสิ้นสุดระยะเวลาการประกวดไปเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่การประกวดซึ่งมีการระบุอีกว่า มีผลงานที่ส่งเข้าร่วมถึง 2,250 ชิ้นงาน ก็เงียบหายไปจนแทบจะไม่เป็นข่าว

          ความเป็นเจ้าของ
       ขณะที่แท็บเล็ต ป.1 จำนวน 8.6 แสนเครื่องที่แจกไปแล้ว โรงเรียนทั่วประเทศประกาศชัดว่า ให้นักเรียนนำแท็บเล็ตกลับบ้านได้ โดยเรียกประชุมผู้ปกครองเข้ามาทำเอ็มโอยูก่อนเปิดโอกาสให้ยืมเครื่องแท็บเล็ตกลับบ้านได้ เอ็มโอยูที่โรงเรียนจัดทำขึ้น ระบุว่า ผู้ปกครองที่ยืมแท็บเล็ตจะต้องดูแลเหมือนเป็นทรัพย์สินตัวเอง หากแท็บเล็ตที่ยืมไปเกิดสูญหาย ชำรุด ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายตามราคาของแท็บเล็ตรวมถึงต้องคืนในสภาพปกติเมื่อสิ้นสุดการยืม แท็บเล็ต มีสถานะเหมือนเอกสารยืมครุภัณฑ์จากโรงเรียนทั่วๆ ไป แน่นอนที่สุด กรณีนี้ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่กล้าลงชื่อยืมแท็บเล็ตกลับบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อย


          โรงเรียนต้องดูแลแท็บเล็ตในฐานะที่เป็นครุภัณฑ์ของโรงเรียนไปจนกว่าจะครบกำหนด 3 ปี ก่อนที่จะมอบให้เป็นสมบัติของเด็กไปในที่สุด แต่ในระหว่างนี้เอง แท็บเล็ตซึ่งกลายเป็นอุปกรณ์ที่ตกรุ่น เป็นอุปกรณ์ที่ผู้ปกครองอาจจะไม่ยินดีที่จะจ่ายเงินชดใช้ หรือซ่อมหลังหมดประกัน เพราะมองว่าไม่คุ้มค่า และราคาแท็บเล็ตสเปกเดียวกันราคาจะตกลงหรือราคาถูกกว่าราคาชดใช้ที่แต่ละโรงเรียนตั้งไว้ในปัจจุบัน

          ที่มา: http://www.posttoday.com
                     10  ตค.56

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

TK Park มอบแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาไทย บรรจุในแท็บเล็ต OTPC


TK Park มอบแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาไทย บรรจุในแท็บเล็ต OTPC

    นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับมอบแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาไทย เพื่อบรรจุลงในแท็บเล็ต  จากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ฯ (สอร.) หรือ TK Park โดยมี ดร.สิริกร  มณีรินทร์ ประธานอนุกรรมการบริหารสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ และกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ เป็นผู้มอบ เมื่อวันที่ กันยายน 2556 ณ ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ (MOC)

 

     ดร.สิริกร  มณีรินทร์ กล่าวว่า สอร.มีภารกิจสำคัญ คือการส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศ และมีบทบาทสำคัญในฐานะ Innovator and Content Provider ซึ่งมีการพัฒนาองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม โดยเฉพาะสื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ และพร้อมให้การสนับสนุนตามนโยบายการปฏิรูปการเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการ ใน 3 ด้านได้แก่ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นตามหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อบรรจุลงในแท็บเล็ต ของโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย (OTPC)จำนวน 20 รายการ การส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั่วประเทศ ในโครงการ "Read Thailand : อ่านเถิด...เด็กไทย อ่านถวายเจ้าฟ้านักอ่าน" และการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ

สำหรับ "การพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อบรรจุลงในแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ (OTPC)" เพื่อต้องการให้เป็นสื่อ การอ่านและการเรียนรู้ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 โดย สอร.ได้เริ่มพัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปี 2556 ซึ่งคัดสรรมาจากสื่อการเรียนรู้หลากหลาย โดยผ่านการวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาสื่อการเรียนรู้ และทำงานร่วมกับ ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มาโดยตลอด ก่อนจะนำมาดัดแปลงให้เป็นแอพพลิเคชั่นจำนวนทั้งสิ้น 20 รายการ
 สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ส่งมอบในวันนี้ มี 2 ประเภท ได้แก่

 ประเภทที่หนึ่ง แอพพลิเคชั่นหนังสือเสียง เป็นนิทานภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงอ่านแบบคาราโอเกะ เกมฝึกทักษะและคำถามท้ายบททบทวนความจำ มีจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1) ดอกสร้อยสุภาษิต บทอาขยานสอนอ่านของไทยสมัยก่อน ที่เชื่อมโยงความงดงามของภาษาและคุณค่าความเป็นไทยสู่เด็กยุคปัจจุบัน 2) กระต่ายสามพี่น้อง จากชุดสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีเนื้อหาเน้นปลูกฝังคุณธรรมความสามัคคีและความขยันขันแข็ง

ประเภทที่สอง แอพพลิเคชั่นเครื่องดนตรีไทย 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทย สามารถกดฟังเสียงเพลงบรรเลงและเสียงโน้ต เครื่องดนตรีบางชนิดสามารถกดเล่นฟังเสียงแบบโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ สร้างสรรค์เนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีไทย จำนวน 18 รายการ ได้แก่ จะเข้ ซอด้วง ซออู้ กลองสะบัดชัย ขิมเจ็ดหย่อง ขิมเหล็ก ขิมหลอด ฉิ่ง ฉาบ อังกะลุง เป็นต้น โดยคุณสุธี แสงเสรีชน มีส่วนร่วมในการผลิตผลงานด้านดนตรีทั้งสองประเภท

           ทั้งนี้ สอร.มี Content อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น แผนในปี 2557 จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบสาระท้องถิ่น 2-3 ภาษา และร่วมกับ NECTEC พัฒนารูปแบบการใช้งานสำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ด้วยโปรแกรม e-Pub 3 ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชนในระบบโรงเรียนทั่วประเทศ


 
 
 

        รมว.ศธ. กล่าวแสดงความขอบคุณ สอร.ที่ช่วยผลิตแอพพลิเคชั่นสำหรับแท็บเล็ต เป็นเรื่องที่ ศธ.ให้ความสำคัญ เพื่อต้องการส่งเสริมให้มีการพัฒนา Content สำหรับแท็บเล็ตให้มีมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ยังมีความต้องการแอพพลิเคชั่นที่มีมาตรฐานอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยให้เด็กนักเรียนสามารถเรียนวิชาต่างๆ อย่างได้ผล ช่วยให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ดังนั้นสื่อที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ตจะมีส่วนช่วยเสริมในหลักสูตรการเรียนรู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และกระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จะสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆผลิตแอพพลิเคชั่นที่มีมาตรฐาน
***************************************************************************  

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.moe.go.th/websm/2013/sep/294.html