วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บทเรียนสำเร็จรูปแบบสื่อผสมหรือบทเรียนโปรแกรม




บทเรียนสำเร็จรูปแบบสื่อผสมหรือบทเรียนโปรแกรม

              ดร. เปรื่อง กุมุท ได้ให้คำนิยามบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่า “บทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง ลำดับประสบการณ์ที่จัดไว้สำหรับผู้เรียนไปสู่ความสามารถ โดยอาศัยหลักความสัมพันธ์  ของสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ
              ดร.สุวิทย์ มูลคำ ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้ใช้บทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่า “การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนโปรแกรม หรือบทเรียนสำเร็จรูป เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีการสร้างบทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนสำเร็จรูปไว้ล่วงหน้า ที่จะให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
              สื่อประสม คือ โปรแกรมประยุกต์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอซึ่งเป็นการนำเสนอข้อความ สีสัน ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง และภาพยนตร์วีดิทัศน์ ส่วนสื่อประสมเชิงโต้ตอบจะเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ยอมรับการตอบสนองจากผู้ใช้ด้วยแผงแป้นอักขระ(keyboard) เมาส์ (mouse) หรือตัวชี้ (pointer) เป็นต้น (Hall, 1996, 67)
           จากนิยามดังกล่าว บทเรียนสำเร็จรูป คือเครื่องมือทางการศึกษา ที่เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้มีการสร้างบทเรียนโปรแกรมประยุกต์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอไว้ล่วงหน้า สามารถให้ผู้ศึกษารับรู้ประสบการณ์ จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง
          


 ลักษณะและรูปแบบของบทเรียนสำเร็จรูป
              บทเรียนสำเร็จรูปมีลักษณะที่แตกต่างกัน  เพราะอาจใช้เป็นสื่ออย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เช่นอาจทำในรูปของบทเรียนสำเร็จรูป เทปบันทึกเสียง รายการทางโทรทัศน์ วิทยุ ภาพเลื่อน ภาพนิ่ง เครื่องช่วยสอนและบทเรียน หรือชุดการสอน เป็นต้น
ลักษณะที่สำคัญของบทเรียนสำเร็จรูป
1.เนื้อหาของบทเรียนถูกแบ่งออกเป็นหน่วยเล็กๆ เรียกว่า  “กรอบ”  (Frame)  และแต่ละกรอบมีคำอธิบาย และคำถามต่อเนื่องกันไป เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจหน่วยย่อยถัดไป        
2. การเขียนเนื้อหาในแต่ละกรอบ บางกรอบจะพาดพิงไปถึงกรอบที่ผู้เรียนได้ศึกษามาก่อนแล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนให้เข้าใจยิ่งขึ้น
3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมและตอบสนองในกิจกรรมต่างๆที่จัดไว้ในแต่ละกรอบ
4. ผู้เรียนค่อยๆเรียนทีละกรอบ เรียงลำดับต่อเนื่องกันไป
5. การตอบของผู้เรียนได้รับการเสริมแรง (Reinforcement )  โดยการทราบคำตอบทันที
6. ผู้เรียนมีโอกาสเรียนด้วยตนเอง ไม่กำหนดเวลา การศึกษาบทเรียนจึงขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาและความสามารถ ของผู้เรียนแต่ละคน


ประเภทและองค์ประกอบของบทเรียนสำเร็จรูป

              บทเรียนสำเร็จรูปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
1. บทเรียนเชิงเส้น ( Linear Progam  or  Constructed  Response  Type )  Skinner เป็นผู้คิดขึ้นโดยอาศัยผลการวิจัยการเรียนรู้ของสัตว์   เขาสรุปว่าการเรียนรู้ควรแบ่งเป็นชั้นย่อยๆ แต่ตอนท้ายของแต่ละชั้น ผู้เรียนจะต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ด้วยการตอบคำถาม ซึ่งนิยมใช้เป็นแบบถูกผิดหรือเติมคำ และทราบคำตอบ ทันที
ลักษณะที่สำคัญของบทเรียนประเภทนี้ คือผู้เรียนจะต้องเรียนตามลำดับทีละกรอบต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่กรอบแรกจนกรอบสุดท้าย จะข้ามกรอบใดกรอบหนึ่งไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าผู้เรียนจะเก่ง หรืออ่อนจะต้องเรียนทุกกรอบเหมือนกันหมด  เพียงแต่ใช้ระยะเวลาในการเรียนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและความสามารถของแต่ละบุคคล     
2. บทเรียนแบบสาขา ( Branching  Program )  นอร์แมน  เอ  คราวเดอร์ ( Norman  A  Crowder )  แห่งองค์การอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้คิดขึ้น  โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นขั้นย่อยๆ ที่สมบูรณ์ตามด้วยคำถามที่มีคำตอบให้เลือก เมื่อผู้เรียนเลือกคำตอบผิด จะมีคำอธิบายสาเหตุที่ผิดผู้เรียนต้องเลือกใหม่จนกว่าจะถูก
ลักษณะสำคัญของบทเรียนสำเร็จรูปประเภทนี้ คือ ผู้เรียนไม่ต้องเรียนทุกกรอบตามลำดับ ผู้เรียนแต่ละคนจะเลือกเรียนตามความก้าวหน้าของตนเองกล่าวคือ ผู้เรียนเก่งอาจข้ามกรอบที่ตนเองมีความเข้าใจแล้ว โดยสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง ส่วนคนที่เรียนอ่อน หรือผู้เรียนที่ตอบคำถามผิดหรือยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง จำเป็นต้องแตกสาขาไปเรียนตามลำดับหน่วยหรือเนื้อหาวิชาตามที่ผู้เขียนบทเรียนได้ออกแบบจัดไว้
บทเรียนสำเร็จรูป สาขา  (Branching )  ของ Crowder มีข้อแตกต่าง จากแบบเชิงเส้น  (Linear Progam )  ของ  Skinner    การเรียนรู้ตามแบบเชิงเส้น ของ Skinner   เป็นการคาดหวังที่จะให้ผู้เรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง  อย่างเดียว ซึ่งอาจขัดต่อความเป็นจริงตามธรรมชาติ  ธรรมชาติของการเรียนรู้ผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกันไป การเรียนรู้ได้มากน้อยต่างกัน จึงมีโอกาสตอบผิดพลาดได้ง่าย    บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา   ของ Crowder  จึงสร้างขึ้นสนองตามต้องการทางสติปัญญา ความสามารถของผู้เรียน ตามสภาพเป็นจริง มากกว่า
บทเรียนสำเร็จรูปทั้งสองแบบ เป็นเพียงทฤษฎี ตัวอย่างที่นำมากล่าวถึง ยังมีผู้ออกแบบบทเรียนสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้เป็นสื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อื่นอีก ที่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ ดังนี้
1. 
แบบเส้นตรง
2. แบบแตกกิ่ง
3.  แบบผสม




ข้อดีของบทเรียนสำเร็จรูป 
    ·     ส่งเสริมนักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
    ·       นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
   ·       สามารถลดเวลาการสอนของครู
   ·       สามารถช่วยแก้ปัญหาการเรียนซ้ำของนักเรียน
ข้อจำกัดของบทเรียนสำเร็จรูป
            ·       ขาดผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบบทเรียนสำเร็จรูป
            ·       เป็นอุปสรรค์ต่อผู้เรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก
สรุป
                
บทเรียนสำเร็จรูปเป็นการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนโปรแกรม หรือบทเรียนสำเร็จรูป เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีการสร้างบทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนสำเร็จรูปไว้ล่วงหน้า ที่จะให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง






Computer Assisted  Instruction  (CAI)
ความหมาย
             หมายถึง   การจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อาศัยคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อหรือเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้โดยจัดเนื้อหาสาระหรือประสบการณ์สำหรับให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สรุปได้ว่า CAI คือ
                                - สื่อการเรียนการสอน ช่วยผู้สอนทำการสอน
                                -  เนื้อหาในโปรแกรมจะเป็นหน่วย ๆ ตามบทเรียนนั้น ๆ
                                - ผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนเนื้อหา ศึกษาด้วยตนเอง
                                - ผู้สอนผู้สอน หรือผู้มีประสบการณ์ในเนื้อหาวิชานั้น ๆ จะทำได้ดีที่สุด
ประโยชน์
ประโยชน์ของการใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการเรียนรู้
1. ใช้เพื่อจัดการในชั้นเรียน (Classroom Management) เช่น
-    เก็บข้อมูลสถิติรวมทั้งระเบียนสะสมของผู้เรียนเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล
-    ใช้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
-     เตรียมงานด้านการสอน เช่น  ใบความรู้   ใบงาน   ข้อทดสอบ ฯลฯ
-     สร้างเครือข่ายฐานข้อมูลผู้เรียน เช่น แฟ้มสะสมงานผู้เรียน (Electronic portfolio)ฯลฯ
2.  ใช้ในการจัดการเรียนการสอน (Instruction) เช่น
                การนำเสนอผลงาน (Presentation)ของผู้สอน
-  ในลักษณะสื่อประสม (Multimedia) เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นเร้าความสนใจ  เช่น  เสียงเพลง ภาพเคลื่อนไหวในวีดีโอ  กราฟสถิติ รูปภาพ/ภาพถ่าย ฯลฯ
                               -   ในลักษณะการจำลองสถานการณ์หรือการจำลองแบบ  (Simulation) ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย

องค์ประกอบ
การจัดทำ CAI ที่ดีนั้น ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
                1. นักวิชาการ (Academic Expert)
                2. นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer)
                3. นักสร้างสรรค์ (Producer)
                4. นักศิลปะ (Artist) 

ขั้นตอนการจัดทำ
1. ขั้นการเตรียมการ ( Preparation)
           ขั้นตอนการเตรียมนี้ ผู้ออกแบบ จะต้องเตรียมพร้อม ในเรื่องของ ความชัดเจน ในการกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ เตรียมการโดย รวบรวมข้อมูล เรียนรู้เนื้อหา เพื่อให้เกิดการสร้าง หรือระดมความคิด ขั้นตอนการเตรียมนี้ เป็นขั้นตอนที่สำคัญ มากตอนหนึ่ง ที่ผู้ออกแบบต้องใช้เวลา ให้มาก เพราะการเตรียมพร้อม ในส่วนนี้ จะทำให้ขั้นตอนต่อไป ในการออกแบบ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
- กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ( Determine Goal Objectives) การกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ของบทเรียน คือการตั้งเป้าหมายว่า ผู้เรียนจะสามารถ ใช้บทเรียนนี้ เพื่อศึกษาในเรื่องใด และลักษณะใด คือ เป็นบทเรียนหลัก เป็นบทเรียนเสริม เป็นแบบฝึกหัดเพิ่มเติม หรือเป็นแบบทดสอบ ฯลฯ รวมทั้งการกำหนด วัตถุประสงค์ ในการเรียน ว่า เมื่อผู้เรียน เรียนจบแล้ว จะสามารถทำอะไรได้บ้าง และพิจารณาครอบคลุม ถึงวิธีการในการ ประเมินผล ควบคู่กันไป เช่น รูปแบบคำถาม หรือจำนวนข้อคำถาม
- รวบรวมข้อมูล (Collect Resource) การรวบรวมข้อมูล หมายถึง การเตรียมพร้อมทางด้าน ทรัพยากร สารสนเทศ ทั้งหมด ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนเนื้อหา การพัฒนา และออกแบบบทเรียน และสื่อ ในการเสนอบทเนียน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา รวมถึง ตำรา หนังสือ วารสารทางวิชาการ หนังสืออ้างอิง สไลด์ ภาพต่างๆ หนังสือการออกแบบบทเรียน กระดาษ สำหรับวาด สตอรี่บอร์ด สื่อสำหรับการทำ กราฟฟิค ผู้เชี่ยวชาญด้าน การออกแบบบทเรียน คอมพิวเตอร์ คู่มือต่างๆ ทั้งของคอมพิวเตอร์ และของโปรแกรมช่วยสร้างคอมพิวเตอร์ช้วยสอน ที่ต้องการใช้ และผู้เชี่ยวชาญ การสร้าง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
- เรียนรู้เนื้อหา ( Learn Content) ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำเป็นต้องเรียนรู้เนื้อหาด้วย การเรียนรู้เนื้หา อาจทำได้หลายลักษณะ เช่น สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การอ่านหนังสือ หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ เนื้อหาของบทเรียน การเข้าใจเนื้อหา อย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง ทำให้สามารถ ออกแบบบทเรียน ในลักษณะที่ท้าทาย ผู้เรียน ในการสร้างสรรค์ ได้
- สร้างความคิด (Generate Ideas) การสร้างความคิด คือ การระดมสมอง ซึ่งหมายถึง การกระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆ จำนวนมาก จากทีมงาน ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆ อันจะนำมาซึ่ง แนวคิดที่ดี น่าสนใจ
2. ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน ( Design Instruction)
ขั้นตอนที่ 2 เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ขั้นตอนหนึ่ง ในการกำหนดว่า บทเรียนจะออกมาในลักษณะใด
- ทอนความคิด ( Elimination of Ideals) หลังจากระดมสมองแล้ว นักออกแบบ จะนำความคิด ทั้งหมด มาประเมินดูว่าข้อคิดใดที่น่าสนใจ การทอนความคิด เริ่มจากการนำข้อคิด ที่ไม่อาจปฏิบัติได้ออกไป และรวบรวมความคิดที่น่าสนใจ ที่เหลืออยู่นั้น มาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในช่วงการพิจารณาอีกครั้ง อาจรวมไปถึง การซักถาม อภิปรายถึงรายละเอียด และขัดเกลา ข้อคิดต่างๆ
- วิเคราะห์งาน และแนวคิด ( Task and Concept Analysis) การวิเคระห์งาน เป็นการวิเคาะห์ขั้นตอน เนื้อหา ที่ผู้เรียน จะต้องศึกษา จนทำให้เกิดการเรียนรู้เพียงพอ ส่วนการวิเคราะห์แนวคิด คือขั้นตอนในการวิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งผู้เรียนต้องศึกษา อย่างพินิจ พิจารณา ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่ง เนื้อหาที่เหี่ยวข้องกับการเรียน และเนื้อหาที่มีความชัดเจนเท่านั้น การคิดวิเคราะห์เนื้อหา อย่า งละเอียด รวมไปถึงการนำเนื้อหาทั้งหมด ที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณา อย่างละเอียด และตัดเนื้อหาในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป หรือที่ทำให้ผู้เรียนสีบสนได้ง่ายออกไป การวิเคราะห์งาน และการวิเคราะห์แนวคิด ถือว่าเป็นการวิเคราะห์ ที่มีความสำคัญมาก ทั้งนี้ เพื่อหาลักษณะการเรียนรู้ ( Principles of learning ) ที่เหมาะสมของเนื้อหานั้นๆ และเพื่อให้ได้มา ซึ่งแผนงาน สำหรับออกแบบบทเรียนที่มีประสิทธิภาพ
- การออกแบบบทเรียนขั้นแรก ( Preliminary lesson Description) ผู้ออกแบบ จะต้องนำงาน และแนวคิดทั้งหลาย ที่ได้มานั้น มาผสมผสานให้กลมกลืน และอกแบบให้เป็นบทเรียนมีประสิทธิภาพ โดยผสมผสานงาน และแนวคิดเหล่านี้ จะต้องทำภายใต้ทฤษฎี การเรียนรู้ โดยวิเคราะห์การเรียน การสอน ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดประเภท ของการเรียนรู้ ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การกำหนดขั้นตอน และทักษะที่จำเป็น การกำหนดปัจจัยหลัก ที่ต้องคำนึงถึง ในการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แต่ละประเภท และสุดท้ายคือ การจัดระบบความคิด เพื่อให้ได้มาซึ่ง การออกแบบลำดับ ( sequence) ของบทเรียนที่ดีที่สุด ผู้ออกแบบควรใช้เวลา ในส่วนนี้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์งาน หรือกิจกรรมต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ผู้เรียนต้องมีปฎิสัมพันธ์ด้วย เพื่อให้ผู้เรียนมีคามสนใจต่อการเรียนได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง นอกจากนี้ ต้องใช้เวลาให้มาก ในส่วนของการออกแบบลำดับของการนำเสนอของบทเรียน เพื่อให้ได้มาซึ่ง โครงสร้างของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สามารถ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของ ผู้เรียนได้จริง
- ประเมิน และแก้ไขการออกแบบ ( Evaluation and revision of the design) การประเมินระหว่างการออกแบบ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ในการออกแบบบทเรียน อย่างมีระบบ หลังจากการออกแบบแล้ว ควรมีการประเมินรโดยผู้เชี่ยวชาญเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ และโดยผู้เรียน การประเมินนี้ อาจหมายถึง การทดสอบว่า ผู้เรียน จะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือไม่ การรวบรวมทรัพยารกรทางด้านข้อมูลต่างๆ มากขึ้น การหาความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา เพิ่มขึ้น การทอนความคิดออกไปอีก การปรับแก้ การวิเคราะห์งาน หรือการเปลี่ยนประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
3. ขั้นตอนการเขียนผังงาน ( Flow-chart Lesson)
ผังงานคือชุดของสัญญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งอธิบาย ขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม เป็นการ นำเสนอ ลำดับขั้นตอน โครงสร้างของบทเรียน คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน และทำหน้าที่เสนอข้อมูล เกี่ยวกับโปรแกรม เช่น อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนตอบ คำถามผิด หรือ เมื่อไรที่จะมีการจบบทเรียน
....การเขียนผังงาน มีรได้หลายระดับ แตกต่างกันไป แล้วแต่ความละเอียดของแต่ละผังงาน การเขียนผังงานนั้น ขึ้นอยู่กับประเภท ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้วย เช่น ประเภทติวเตอร์ ประเภทแบบฝึกหัด แบบทดสอบ ควรใช้ผังงานในลักษณะธรรมดา ซึ่งไม่ต้องลงรายละเอียด โดยแสดงภาพรวม และลำดับของบทเรียนเท่าที่จำเป็น แต่ลำหรับบทเรียน ที่มีความซับซ้อน เช่นบทเรียนประเภทการจำลอง หรือประเภทเกม ควรมีผังงานให้ละเอียด เพื่อความชัดเจน โดยมีการแสดงขั้นตอน วิธี ( Algorithm) การทวนซ้ำของดปรแกรม กฎ หรือกฏิกา ของเกม อย่างละเอียดด้วย
4. ขั้นตอนการสร้าง สตอรี่บอร์ด ( Create Storyboard)
การสร้าง สตอรี่บอร์ด เป็นขั้นตอนของการนำเสนอเนื้อหา และลักษณะของการนำเสนอเนื้อหา และลักษณะของการนำเสนอด้วยข้อความ ภาพ รวมทั้งสื่อในรูปแบบ มัลติมีเดีย ลงบนยกระดาษ ก่อนที่จพนำเสนอ บนหน้าจอ คอมพิวเตอร์ ต่อไป ในขั้นนี้ควรมีการประเมิน และทบทวน แก้ไขบทเรียน จากสตอรี่บอร์ดนี้ จนกระทั่ง ผู้ร่วมงานในทีมทุกฝาย พอใจ กับคุณภาพของบทเรียนเสียก่อน ผู้มีส่วนร่วมในการประเมินคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ผู้เรียนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อชาวยในการตรวจสอบเนื้อหา ที่อาจจะสับสน ไม่ชัดเจน ตกหล่น และเนื้อหาที่อาจจะยาก หรือง่ายเกินไป สำหรับผู้เรียน
5. ขั้นตอนการสร้าง/เขียนโปรรแกรม ( Program Lesson)
ขั้นตอนการสร้าง/เขียนโปรแกรมนี้ เป็นกระบวนการเปลี่ยน สตอรี่บอร์ด ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเขียนโปรแกรมนั้น อาจใช้โปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น เบสิก ปาสคาล หรือใช้โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวตเอร์ช่วยสอน เช่น Authoware, Toolbook
...ปัจจัยหลัก ในการพิจารณาโปรแกรมช่ยสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่เหมาะสมนั้น ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ที่ใช้ ลักษณะและประเภท ของบทเรียน ที่ต้องการสร้าง ประสบการณ์ของผู้สร้าง ( โปรแกรมเมอร์) และด้านงบประมาณ
6. ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบบทเรียน ( Design Instruction) 
 
 เอกสารประกอบบทเรียน อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ คู่มือการใช้ของผู้เรียน คู่มือการใช้ของผู้สอน คู่มือสำหรับแก้ปัญหา เทคนิคต่างๆ และเอกสารประกอบเพิ่มเติมทั้วๆ ไป ( เช่น ใบงาน) ผู้สอนอาจต้องการข้อมูล เกี่ยวกับ การติดตั้งโปรแกรม การเข้าไปดูข้อมูลผู้เรียน และการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในหลักสูตร ผู้เรียนอาจต้องการข้อมูล ในการจัดการกับบทเรียน และการสืบไปในบทเรียน คู่มือปัญหา เทคนิค ก็มีความจำเป็น หากการติดตั้งบทเรียน มีความสลับซับซ้อน หรือต้องการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น การติดตั้ง แลน เอกสารเพิ่มเติมประกอบ อาจได้แก่ แผนภาพ ข้อสอบ ภาพประกอบ
7. ขั้นตอนการประเมิน และแก้ไข บทเรียน ( Evaluate and Revise)
ในช่วงสุดท้าย เป็นการประเมินบทเรียน และเอกสารประกอบทั้งหมด โดยเฉพาะ การประเมินในส่วนของการนำเสนอ และการทำงานของบทเรียน ในส่วนของการนำเสนอนั้น ผู้ที่ควรจะทำการประเมินคือ ผู้ที่เคยมีประสบการในการ ออกแบบมาก่อน ในการประเมินการทำงานของบทเรียนนั้น สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ใช้บทเรียน หรือสัมกาษณ์ ผู้เรียน หลังการใช้บทเรียน นอกจากนี้ ยังอาจทดสอบ ความรู้ขอผู้เรียน หลังจากที่ได้เรียน จากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ แล้ว ขั้นตอนนี้ อาจครอบคลุม การทดสอบนำร่อง และประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ




การนำไปใช้
การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI)
                  โดยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อหรือช่องทางในการนำเสนอเนื้อหาซึ่งอาจเป็นกิจกรรมในรูปแบบต่างๆโดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาด้วยตัวเอง  ตามความพร้อมและความสนใจของผู้เรียนเป็นหลักการพิจารณาดังนี้
                  1. ต้องมีเนื้อหาสาระ  มีการเรียบเรียงเป็นอย่างดี
                  2.  ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
                  3.  สามารถตอบโต้หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้เรียน
                 4. สามารถให้ป้อนกลับได้ทันที
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  (CAI) สามารถสรุปได้เป็นแผนภูมิได้ดังนี้
1.            ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 
2.            ขั้นการนำเสนอเนื้อหา
3.            ขั้นคำถามและคำตอบ
4.            ขั้นตรวจคำตอบ
5.            ขั้นการปิดบทเรียน



จุดเด่น และ จุดด้อย
   ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1.            คอมพิวเตอร์จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน  เนื่องจากการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์นั้นเป็นประสบการณ์ที่แปลกและใหม่
2.            การใช้สี  ภาพลายเส้นที่แลดูคล้ายเคลื่อนไหว  ตลอดจนเสียงดนตรี  จะเป็นการเพิ่มความเหมือนจริงและเร้าใจผู้เรียนให้เกิดความอยากเรียนรู้  ทำแบบฝึกหัด  หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้  เป็นต้น
3.            ความสามารถของหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการบันทึกคะแนนและพฤติกรรมต่างๆ  ของผู้เรียนไว้เพื่อใช้ในการวางแผนบทเรียนขั้นต่อไปได
4.            ความสามารถในการเก็บข้อมูลของเครื่อง  ทำให้สามารถนำมาใช้ในลักษณะของการศึกษารายบุคคลได้เป็นอย่างดี  โดยสามารถกำหนดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนแต่ละคนและแสดงผลความก้าวหน้าให้เห็นได้ทันที
5.            ลักษณะของโปรแกรมบทเรียนที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้เรียน  เป็นการช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้า  สามารถเรียนไปตามความสามารถของตนโดยเฉพาะอย่าง  ไม่รีบเร่งโดยไม่ต้องอายผู้อื่น  และไม่ต้องอายเครื่องเมื่อตอบคำถามผิด
6.            เป็นการช่วยขยายขีดความสามารถของผู้สอนในการคบคุมผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากสามารถบรรลุข้อมูลได้ง่ายและสะดวกในการนำมาใช้
ข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1.            ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายต่างๆ  เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะลดลงมากแล้วก็ตาม  แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้นจำเป็นต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตลอดจนการดูแลรักษาด้วย
2.            การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เพื่อใช้ในการเรียนการสอนนั้นนับว่ายังมีน้อย  เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำให้โปรแกรมบทเรียนการสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจำนวนและขอบเขตจำกัดที่จะนำมาใช้เรียนในวิชาต่าง  
3.            ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน  เพื่อให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน  เป็นต้นว่า  ซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของไอบีเอ็มไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของแม็กคินทอชได้
4.            การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนเองนั้น  นับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา  สติปัญญา  และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง  ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น
5.            เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวางโปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า  จึงมีลำดับขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามที่วางไว้  ดังนั้น  การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  จึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้
6.            ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่  อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียนตามขั้นตอนทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้






 แหล่งอ้างอิงข้อมูล